isuzu-mu-x-789564568789

ISUZU Mu-x ข้อมูล

isuzu-mu-x-789564568789

ISUZU Mu-x  โฉมใหม่ เป็นที่น่าพึ่งพอใจอย่างมากในวงการรถยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งวันนี้เราได้มีตารางราคา และ ข้อมูลในส่วนอื่นๆมาประกอบให้ท่านผู้อ่าน หรือ ผู้สนใจได้เข้ามาติดตาม เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจในการซื้อ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่มากพอในการตัดสินใจในครั้งนี้ เราไปดูรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของเจ้า อิซูซุ มิว-เอ็กซ์ เครื่องยนต์ ISUZU 3.0 Ddi Blue Power ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิตสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที เกียร์อัตออโตเมติกแบบ 6 สปีต ทำงานรวเร็ว นุ่มนวลด้วยเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์ถึง 2 ตำแหน่ง ที่เกียร์ 5 และ 6 พร้อมโหมด Rey Trunic เพิ่มความสนุ และสะดวกสบายในการขับขี่
ISUZU MU-X 1.9/3.0 Ddi มีราคาดังต่อไปนี้

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 CD 6A/T ราคา 1,094,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DVD 6M/T ราคา 1,204,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DVD 6A/T ราคา 1,254,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DA DVD 6A/T ราคา 1,324,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 3.0 DA DVD 6A/T ราคา 1,364,000 บาท

รุ่น MU-X (4*4) 3.0 DA DVD 6A/T ราคา 1,464,000 บาท

*** หมายเหตุ DA (Display Audio) คือระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Smart Phone (Isuzu Connect World)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.automotor789.com/search/car-promotion/

78945645144444

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๗๓

78945645144444

เป็นเหรียญรุ่นที่ ๒ ไม่มีชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น สร้างเป็นที่ระลึกในโอกาสฉลองศาลาการเปรียญ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถานเช่นเดียวกัน)
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๗๓ ชินราช เป็นรูปพัดเสมาคว่ำ มีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังมีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ตรงกลางมียันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

Nissan Motor Chief Executive Ghosn and Mitsubishi Motors Corp President Masuko arrive at their joint news conference in Tokyo

Nissan ซื้อหุ้น 34% ของ Mitsubishi

Nissan Motor Chief Executive Ghosn and Mitsubishi Motors Corp President Masuko arrive at their joint news conference in Tokyo

หลังจากที่มีข่าวลือว่า นิสสันได้ซื้อหุ้นของ Mitsubishi ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงล่าสุดได้มาออกยืนยันแล้วว่าเป็นเรื่องจริงโดยทางนิสสันได้ซื้อหุ้น 34% ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ด้วยจำนวนเงิน 237 ล้านเยน หรือราวๆ 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นิสสันได้ซื้อหุ้นมิตซูบิชิ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ซึ่งรายงานได้ระบุว่า มูลค่าหุ้นอยู่ที่ 468.52 เยน หรือ 4.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น ทำให้มูลค่ารวมพุ่งทะลุหลัก 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้นิสสันกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมิตซูบิชิและสามารถควบคุมการดำเนินการได้อย่างอิสระ สาเหตุที่มิตซูบิชิต้องขายหุ้นเพราะประสบปัญหาอื้อฉาวกรณีการโกงค่าทดสอบอัตราบริโภคน้ำมัน แต่เมื่อนิสสันเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่มิตซูบิชิจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หลังจากมูลค่าหุ้นตกต่ำลงถึง 43% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่าการนิสสันได้มาถือหุ้นตอนนี้ถือเป็นเวลาที่ดีมาก ด้านโอซามุ มาซูโกะ ประธานคณะกรรมการบริหารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดเผยว่า ข้อตกลงครั้งนี้เป็นการสร้างประโยชน์ในระยะยาวของทั้งสองบริษัทเพื่อการเติบโตต่อไปในอนาคต “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นหลังจากเกิดกรณีเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ด้วยความร่วมมือกับนิสสัน เราจะเริ่มกระบวนการรับมือกับความท้าทายและความยากลำบาก” มาซูโกะกล่าว

7845246

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๖๔ ชินราช

7845246

เหรียญห้อยคอ เป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ชายชาตรีส่วนมากต้องมีไว้กับตัว จะด้วยมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตัวเอง ด้วยอำนาจพุทธคุณของเหรียญนั้นๆ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีสะสมไว้เพราะความชอบ ผู้ชายส่วนมากจะนิยมชมชอบพระเครื่อง บ้างก็ชอบเพราะความสวยงามในการออกแบบ ชอบในความเป็นของเก่าน่าสะสม หรือชอบเพราะตนเองมีความเคารพศรัทธาในพระเกจิท่านนั้นๆ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปว่าสำหรับคนที่ชอบพระเครื่องแล้ว ถึงไม่มีไว้ในครอบครองก็ขอให้ได้ชมสักครั้ง เท่านี้ก็อิ่มตาอิ่มใจกันแล้ว สำหรับเหรียญของหลวงพ่อทองนั้น ได้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะแต่นักสะสมพระเครื่องในภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นที่ติดตามเสาะหาของเซียนพระเครื่องทั่วประเทศด้วย วันนี้จึงนำพระเครื่องของหลวงพ่อทองที่เป็นเหรียญห้อยคอ ทั้งที่สร้างสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ และที่สร้างหลังจากท่านมรณภาพแล้วก็มี
เหรียญปี พ.ศ.๒๔๖๔ นี้เป็นเหรียญรุ่นแรกที่หลวงพ่อท่านสร้าง ด้วยเจตนาที่รวบรวมปัจจัยเป็นทุนทรัพย์ ในการสร้างกุฏิ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถาน)แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้กำหนดว่าต้องทำบุญเท่าไรจึงได้รับเหรียญ เรียกว่าใครมีศรัทธาเท่าไรก็ทำบุญเท่านั้น
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๖๔ ชินราช ไม่ชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น เป็นเหรียญรูปตาลปัดคว่ำไม่ยกขอบ (จะว่ารูปไข่ก็ไม่เชิง) ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังเป็นยันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

Chevroet-456

Chevrolet Cavalier จีน พร้อมเปิดตัว

Chevroet-456

Chevrolet Cavalier เคยเปิดตัวในสหรัฐอมเริกาได้ยังได้รับความนิยมในยุค 80 และครั้งเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Chevrolet Cavalier ซีดานขนาดเล็กเพื่อท้าชนกับ Ford Escort ซึ่งตัวถังมีขนาดสั้นกว่าเชฟโรเลต ครูซ 114 มม.และฐานล้อสั้นกว่า 99 มม. กระจังหน้าใหม่ พร้อมโลโก้ Chevrolet สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ Chevrolet Cavalier มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตรให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า จับคู่กับเกียรติธรรมดาและอัตโนมัติ 6 สปีต ล้ออัลลอยให้เลือกทั้งขนาด 15 นิ้วและ 16 นิ้ว สำหรับรายละเอียดในส่วนอื่นๆยังไม่ได้เปิดเผยแต่จะรุกตลาดจีนแน่นอน

4567890000

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

4567890000

หลวงพ่อเงินบางคลาน พิจิตร เพชรน้ำเอกแห่งโพธิ์ทะเล วัดวังตะโกและวัดท้ายน้ำ

โดย..จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์

ความเป็นมา ก่อนที่ท่านจะพบกับประวัติของหลวงพ่อเงินบางคลานผมผู้เขียนขอแนะนำ ให้ท่านได้พบกับประวัติสังเขปของเมืองพิจิตรเสียก่อน ในอดีตพิจิตรมิได้ตั้งอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงโยกย้ายมาหลายครั้งหลายหน จนหลักฐานทางประวัติพอจะยืนยันได้แน่ชัดว่า ครั้งแรกเลยนั้นพิจิตรตั้งอยู่ในเขตอำเภอโพธิ์ทะเล ใกล้กับบึงไชยบวรซึ่งอยู่ในเขตตำบลบ้านน้อย และตำบลบางคลานปัจจุบัน ชื่อเมืองครั้งแรกนั้นมีชื่อว่า “นครไชยบวร” ต่อมามีผู้สืบเชื้อสายของผู้ครองนครคือ “พระเจ้ากาญจนกุมาร” ได้ไปสร้างเมืองใหม่ที่บ้านสระหลวง ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า “เมืองสระหลวง” คือเมืองเก่าในปัจจุบันนั้นเอง

ในสมัยสุโขทัยเมืองพิจิตรได้ตกมาเป็นของไทยราว พ.ศ. 1800 และต่อมาสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง พิจิตรก็ตกอยู่ในครอบครองของกรุงศรีอยุธยา เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่า พิจิตรก็ได้เข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ร่วมกันตีเมืองพิษณุโลกได้ในปี 2313 พิจิตรจึงขึ้นอยู่กับอาณาจักรธนบุรี และเมืองกรุงธนบุรีถูกเปลี่ยนไป พิจิตรก็รวมอยู่กับกรุงรัตนโกสินทร์จนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้

และในปีพุทธศักราช 2410 พิจิตรได้ย้านที่ตั้งเมืองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากลำนํ้าน่านเปลี่ยนทางเดิน หลวงธรเนนทร์ เจ้าเมืองพิจิตรในขณะนั้นได้ย้ายที่ตั้งเมืองใหม่ ที่ตำบลปากทาง และได้ย้ายที่ตั้งอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2473 พระชาติตระการผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ายที่ตั้งศาลากลางจังหวัดไปตั้งขึ้นใหม่ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดในปัจจุบันนี้

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิจิตรที่เคารพสักการะได้แก่ “หลวงพ่อเพชร” เป็นพระที่สร้างด้วยสำริด ปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ศิลปะสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ 6 นิ้ว ส่วนสูง 3 ศอก 3 นิ้ว ประทับนั่งบนอาสนะฐานบัวควํ่า – บัวหงาย รองรับ ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถ์

วัดท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีความสง่างามทีเดียว ในอดีตวัดท่าหลวงมีการแข่งเรือยาวเป็นประเพณี ปัจจุบันก็ยังมีการแข่งเรือ สืบสานประเพณีเหมือนเช่นเดิม มีผู้กล่าวกันว่า เมืองพิจิตรมีชาละวันชุกชุม จรเข้ยักษ์ในแม่นํ้าน่านถึงคราน่านํ้าจะปรากฏว่ามีจรเข้มากมายหลายขนาด และมีมากกว่าเมืองอื่น ๆ จึงมีเรื่องเล่ากันว่าเป็นเมืองนิยายปรัมปราประจำเมืองดังเหมือนดังสัญลักษณ์ของเมืองนี้เป็นรูปจรเข้ตัวโต ๆ ประจำเมือง

ผู้เขียนได้นำท่านมาพบกับความเป็นมาของจังหวัดพิจิตรพอสมควร ในโอกาสนี้ก็ขอเชิญท่านพบกับประวัติและความเป็นมาของหลวงพ่อเงินบางคลาน สิ่งซึ่งพระสงฆ์ผู้ทรงศีล มีชื่อเสียงโด่งดัง ดี…เด่น ด้วยวัตถุมงคลเป็นอันมาก เป็นที่ยอมรับของชาวพิจิตรและคนทั่วไป ทั่วทั้งประเทศวัตถุมงคลของท่านนั้นมีชื่อเสียงดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ราคาแพง ที่สุด และหายากที่สุด

ขอเชิญท่านพบกับประวัติความเป็นมาของพระคุณท่าน ดังต่อไปนี้ ประวัติหลวงพ่อโดยสังเขป ชาติกาล หลวงพ่อเงินเดิมท่านชื่อ เงิน เมื่อสมัยก่อนยังไม่ได้ใช้นามสกุล ท่านเกิดวันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2363 ตรงกับเดือน 11 ปีฉลู แต่หลักฐาน บางแห่งบอกว่าท่านเกิดปี พ.ศ. 2360 และหลักฐานบางแห่งก็บอกว่าท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2351 เดือน 10 ปีมะโรง อ่านและฟังดูแล้วช่างไม่ ตรงกันเสียเลย และยังหาข้อยุติไม่ได้แน่ ๆ บิดาของท่านชื่อว่า อู๋ เป็นชาวบางคลาน หมู่1 มารดาของท่านชื่อ พัก เป็นชาวแสนตก ปัจจุบันเป็นอำเภอขานุวรลักษณ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3) มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดาเดียวกันคือ:-

คนที่ 1 ชื่อพรหม เป็นชาย

คนที่ 2 ชื่อทับ เป็นหญิง

คนที่ 3 ชื่อทอง (ขุนภุมรา) เป็นชาย

คนที่ 4 ชื่อเงิน (หลวงพ่อเงิน) เป็นชาย

คนที่ 5 ชื่อหรํ่า เป็นชาย

คนที่ 6 ชื่อรอด เป็นหญิง

เมื่อปี พ.ศ. 2356 หลวงพ่อเงินอายุได้ 5 ขวบ นายช่างซึ่งเป็นลุงของท่านมาที่วัดกลางนา ได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษา เล่าเรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินมาฝากไว้ที่วัดกลางนา วัดชนะสงคราม เพื่อให้เล่าเรียน

หนังสือที่วัดชนะสงคราม เรียนหนังสือกับ พระครูสิทธิเดช (แสง) คนมอญเมืองปทุมธานี วัดกลางนา ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อวัดตองปุ และอยู่ที่วัดชนะสงคราม จนถึงปี พ.ศ. 2363 หลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ครบบวช ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่จังหวัดพิจิตร พระอุปัชฌาย์ไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “พุทธโชติ” แล้วได้กลับมาอยู่ยังวัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) เพื่อปฏิบัติธรรมวินัยและเรียนทางวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ได้ 3 พรรษา ต่อมาพี่ชายของท่านส่งข่าวว่า โยมป่วยหนัก หลวงพ่อเงินจึงย้ายไป จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม วัดบางคลานใต้บ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จ.พิจิตร บ้านเดิมของท่านก่อนที่จะกลับไปอยู่จังหวัดพิจิตร ท่านได้เดินทางจาก วัดชนะสงครามไปยังบ้านช่างหล่อ คือ บ้านยายวัน แจ้งดี เมื่อหลวงพ่อเงินเดินทางมาถึงบ้านยายวัน ยายวันก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า ท่านมาจากวัดไหน หลวงพ่อเงิน ก็พูดว่าอาตมามาจากวัดชนะสงคราม ยายวันสงสัยก็ถามอีกว่า ท่านเป็น คนมอญรึ หลวงพ่อเงินก็ตอบไปว่า อาตมาเป็นคนกำแพงเพชร ยายวันถามอีกว่าท่านมีธุระอะไรจึงมาที่นี่ หลวงพ่อเงินก็ตอบว่า จะมาจ้างหล่อรูปไปแจกลูกศิษย์ ยายวันจ้องมองหน้าจึงตอบตกลงหล่อให้กับหลวงพ่อเงินเป็นครั้งแรก

จึงนับว่ายายวัน แจ้งดี เป็นช่างหล่อคนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ การหล่อครั้งนั้นเป็นการหล่อรูปเหมือนองค์ท่านจำนวนน้อย (ไม่ใช่จำนวนพัน) จึงผิดกับในปัจจุบันมากพบหน้าใคร ๆ มักจะเห็นแต่รูปหล่อหลวงพ่อเงินทั้งสิ้น เรื่องหลวงพ่อเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีผู้เขียนหลายคนหาข้อมูลมาไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้อ่านเรื่องหลวงพ่อเงินเกิดความไขว้เขวไปก็มี ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดี ถ้าดูไม่เป็น ไม่ออก ไม่รู้ อย่าริอ่านเล่น เช่าพระหลวงพ่อเงินใหม่ ๆ ที่ออกจากวัดจะดีเสียกว่า มีพุทธคุณดีและสนนราคาก็พอสมควร เราศรัทธา หลวงพ่อเงินจริงหรือเปล่า ? ราคาของแท้ที่ยายจันสร้าง ราคา 2 – 3 แสน ไม่ตํ่ากว่านี้

การดูพระหลวงพ่อเงินให้ดูดังต่อไปนี้:-

1. ให้ดูที่ขนาด นํ้าหนัก รูปลักษณะ พิมพ์ทรงเป็นอย่างไร ดูลายละเอียดของลายเส้น ดูความชัดเจนของลายเส้นตลอดจนกระทั่งเนื้อทองในองค์พระสีเหลืองแบบลายประแจจีน

2. ให้ดูตรงสังฆาฏิ จะมีความใหญ่ ความหนา มองดูคล้ายสังฆาฏิจะคล้ายตั้งฉาก ดูส่วนล่างกับส่วนบน ถ้าเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน จะเห็นว่า ส่วนที่สังฆาฏิจะโอนไปยังไหล่นั้นมีส่วนสัดเท่ากับส่วนล่าง

3. ดูที่เนื้อทองเหลือง โดยมากจะแห้งสนิท คล้ายทองฝาบาตร หรือรอยประแจจีนเก่าๆ ส่วนเนื้อทองใหม่ ๆ มีความสดช่างใหม่ทำได้

4. ให้ดูที่รอยประกบ หรือที่รอยแต่งตรงลอยประกบจะมีรอยตะไบ ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และละเอียด

5. เหตุที่หลวงพ่อเงินรูปหล่อ มีช่างหลายคนได้ทำต่อ ๆ กันมาหลายช่าง หลายพิมพ์ทรงอาจไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางช่างทำได้เฉียบขาด เช่นหลวงพ่อเงิน – หลวงพ่อเดิมมีการถกเถียงกันในงานประกวดก็มี บางคนบอกว่าองค์นี้ใช่ องค์นี้ไม่ใช่ ผลที่สุดเถียงกันไปเถียงกันมา ถึงกับจะวางมวยกันก็มี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกรรมการมีความเห็นไม่ตรงกัน

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ตรงต่อนักนิยมก็เป็นได้ หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของใคร หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อโม วัดวังหมาเน่า จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อโมท่านเป็นพระชาวมอญ เมืองปทุมธานี (เจ้าพ่อแห่งมอญ) พระครูอมรธาธิบดี (เจิ่ม โสภิต) เป็นชาวรามัญ วัดสนามนนทยรามัญ เจ้าคณะแขวงนนทบุรี และหลวงพ่อเงินก็เป็นศิษย์เอกของสมเด็จ พระวันรัตน์ทับ พุทธสิริ วัดโสมนัสวิหาร (นางเลิ้ง) ซึ่งเป็นปฐมเจ้าอาวาส ยายวันได้พาหลวงพ่อเงินเข้าพบหลังจากที่หลวงพ่อเงินว่าจ้างยายวันหล่อรูปเพื่อถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อทับ (สมเด็จพระวันรัตน์) ทรงพบเข้าและยังชมว่าหน้าตาดี คงมีความมั่นคงในทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงรับไว้และเอ่ยพระโอษฐ์ว่า ดี…ดี…ดี นี่คือวาจาของสมเด็จเมื่อพุทธศักราช 2434 ขณะนี้อายุของหลวงพ่อเงินก็คงในราว ๆ 70 ปีแล้ว การหล่อรูปหลวงพ่อเงินครั้งแรกโดยยายวัน แจ้งดี เศรษฐีพรานนก เป็นผู้ต้นกำเนิดหล่อรูปพิมพ์ขี้ตาและพิมพ์เบ้าทุบ (พิมพ์นิยม) ทั้งสองพิมพ์จะมี ข้อแตกต่างกันบ้างคือ พิมพ์ขี้ตาจะมีผิวขรุขระไม่เรียบ ส่วนพิมพ์เบ้าทุบจะมีความ เรียบร้อยสวยงามกว่าพิมพ์ขี้ตา ทางกรรมกาารวัดให้เช่าบูชาองค์ละ 1 บาทเท่านั้น

เมื่อพิมพ์ขี้ตาและพิมพ์นิยมได้แจกจ่ายให้ผู้ที่มีนับถือและเคารพเลื่อมใส ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับเด็กหญิงและเด็กชายไม่ค่อยได้มีโอกาส ได้ใช้รูปหล่อทั้งสองชนิดดังกล่าวมาแล้ว ทางคณะกรรมการวัดจึงจัดสร้างเป็นครั้งที่ 2 เป็นเหรียญหล่อจอบไข่ปลาใหญ่ เรียกว่า จอบใหญ่ กับเหรียญจอบเล็กมีความนิยมสูงมากกว่ารูปลอยองค์ เพราะเหรียญสองชนิดนี้มีห่วงหูในตัว เมื่อเช่าหรือรับแจกแล้วคล้องคอได้เลย

พระอาจารย์และวัดที่จัดสร้างพระหลวงพ่อเงินพิมพ์ต่าง ๆ มีด้วยกัน 7 วัดคือ

1. วัดวังตะโก หลวงพ่อเงินสร้างมีทุกพิมพ์ อาจารย์แจ๊ด พิมพ์ พระผงแบบจอบเล็ก

2. วัดท้ายนํ้า หลวงพ่อเงินสร้างมีทุกพิมพ์ พระครูวัตฏะสัมบัญ (ฟุ้ง) สร้าง มีครบทุกพิมพ์ พระปลัดชุ่มสร้างเฉพาะพิมพ์นิยมกับตัว ช. เพียงพิมพ์ เดียวเท่านั้น

3.วัดหลวง พระธรรมทัศสีมุนี (สุ่น) สร้างมีพิมพ์ต่าง ๆ ประเภทเนื้อดินล้วน มีพิมพ์สมเด็จพระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, พิมพ์ซุ้มกอ, พิมพ์สังกัจจายน์

4. วัดขวาง หลวงปู่ไข่ มีพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, พิมพ์สังกัจายน์

5. วัดห้วยเขน พระครูล้อมสร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, ไข่ปลา, จอบเล็กและเนื้อดินมีทั้งนั่ง นอน ยืน

6. วัดบางมูลนาค พระครูพิทักษ์ศิลคุณ (น้อย) กัลหลวงพ่อพิธ สร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, จอบใหญ่, ไข่ปลา, จอบเล็ก

7. วัดคงคาราม หลวงพ่อน้อย (ตาบอด) สร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม โดย จ้างเจ๊กชัยหล่อ แล้วพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยมเนื้อดินด้วย หลวงพ่อเงินที่ชาวบ้านสร้างเอง

นับตั้งแต่หลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังมีผู้ต้องการไปเสาะแสวงหา พระพิมพ์ต่างๆ ของหลวงพ่อที่บ้านบางคลานตลอดเวลาจึงมีช่างที่บ้านบางคลานจัดสร้างขึ้นมาเอง ปลุกเสกเองออกจำหน่ายเอง เริ่มทำกันตั้งแต่ 2492 ได้แก่ นายช่างแม้นและ นายช่างกรุ่น ได้ลอกพิมพ์จากพระหลวงพ่อเงินแท้ ๆ ทุก ๆ พิมพ์ทรงมาสร้าง แล้วเทแบบ เบ้าทุบ หรือเทแบบเบ้ากระดูก คือเผาทีละองค์ อายุการสร้างจนถึงปัจจุบันมีอายุถึง 50 ปีแล้ว เนื้อหาสาระและผิวพรรณวรรณะก็แห้งสนิท ผู้มีไว้ครอบครองและนำไปคล้องคอ ต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นของแท้ แม้แต่เซียนพระใหญ่ทั่ว ๆ ไป โดนกันระนาว นับประสาอะไรแม้แต่ชื่อวัดหลวงพ่อเงินเอง ยังเขียนและเรียกกันไม่ถูกเป็นที่น่าสงสารจริง ๆ

เรื่องหลวงพ่อเงิน ที่มีผู้เข้าใจว่าวัดบางคลานนั้น ความจริงแต่อดีตจน ถึงปัจจุบัน วัดบางคลานไม่มี คำว่าบางคลานหมายถึงตำบล อำเภอ ที่อยู่ของจังหวัด ปัจจุบันนี้วัดวังตะโก ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดหิรัญญาราม และอำเภอบางคลานก็ได้เปลี่ยนมาเป็น อำเภอโพทะเลแล้ว

สำหรับหลวงพ่อเงิน วัดวังตะโกกับหลวงพ่อเงินวัดวังท้ายนํ้าบางพิมพ์เหมือนกัน แต่บางพิมพ์อาจจะไม่เหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกันก็เพราะไม่ได้สร้าง ครั้งเดียวกัน เรียกว่าสร้างกันคนละหนคนละที หลวงพ่อเงินวัดท้ายนํ้าและวัดวังตะโกที่สร้างโดยพระครูวัดฏะสัมบัญ จัดสร้างขึ้นนั้น จะเป็นพิมพ์ใดก็ได้ มีอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันทุกประการ ข้อสำคัญให้เป็นของแท้

หลวงพ่อเงินท่านเป็นพระเถระที่บริบูรณ์ไปด้วยศีล จารวัตร์ และมีสมาธิจิตอันเป็นมั่นคง โดยเฉพาะเสกมนต์คาถา และวิปัสสนาธุระ ท่านมีความเชี่ยวชาญและแก่กล้าเรื่องวิทยาคมรูปหนึ่งของจังหวัดพิจิตร และท่านได้เป็นพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ด้วย กิติศัพท์ของท่านเลื่องลือ ขจรขจายไปทั่วทุกภาคจากเหนือจรดใต ้จากตะวันออกจรดตะวันตกมาเนิ่นนานแล้ว แต่อดีตมาถึงปัจจุบันถึงแม้หลวงพ่อเงินจะมรณภาพจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ยังอยู่ในความทรงจำศรัทธา ปรารถนาที่จะได้ของหลวงพ่อทุก ๆ คนเสมอมา

เพราะวัตถุมงคลของหลวงพ่อทุก ๆ อย่าง ถ้าผู้ใดมีไว้ครอบครองจะได้รับแต่ความรุ่งเรือง เป็นสิริมงคล และแคล้วคลาดจากภัยภิบัติทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ชื่อของท่านก็เป็นมงคลอยู่แล้ว

โดยเฉพาะชาวพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียงทุก ๆ คนจะเคารพบูชาหวงแหนวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงินกันมาก เมื่อมีผู้มาขอเช่าในราคาแพงผู้ที่เป็นเจ้าของจะไม่ค่อยยอมปล่อย เพราะเป็นที่หายากยิ่ง เปรียบเสมือนหนึ่ง แก้วสาระพัด ฉันนั้น

หลวงพ่อเงินได้มรณภาพ ด้วยโรคชราและริดสีดวงทวาร เมื่อวัน ศุกร์ เดือน 10 แรม 11 คํ่า ปีมะแม เวลา 05.00 น. ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2462 รวมอายุได้ 111 ปี พรรษา 90 นับตั้งแต่หลวงพ่อเงินได้มรณภาพจากไปจนถึงบัดนี้ รวม 90 ปีแล้ว

การมรณภาพของหลวงพ่อเงิน นับว่าวัดวังตะโก – ท้ายนํ้า ชาวพิจิตรและศิษยานุศิษย์ตลอดจนสาธุชนทั่วไปที่เลื่อมใส ศรัทธาในตัวท่าน ได้รับความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง นับเป็นการสูญเสียพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ และพระเถระที่เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาอันมีความหมายยิ่ง รูปหนึ่ง รูปํ ชีรติ มจจานํ นามโคลตํ ชีรติ.

Toyota-Yaris-iA456789

Toyota Yaris iA พร้อมเปิดตัว

Toyota-Yaris-iA456789

พร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัวรถยนต์คอมแพ็ค Toyota Yaris iA โฉมใหม่ซึ่งใช้พื้นฐานจาก Mazda ในงานมหกรรมรถยนต์นิวยอร์คมอเตอร์โชว์ 2016 พร้อมปิดฉากแบรนด์ Scion ในทวีปอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

Scion แบรนด์รถยนต์ลูกในเครือโตโยต้าจะมีการเปิดตัวรถซีดานโฉมใหม่ในชื่อ Scion IA ซึ่งไม่ทันใดโตโยต้าประกาศยุบ Scion ซะงั้นทำให้ต้องรีชื่อมาเป็น Toyota Yaris IA โดยปริยาย

Scion IA เคยเปิดตัวครั้งแรกในงานนิวยอร์คมอเตอร์โชว์ 2015 ซึ่งเป็นรถซีดานขนาด 4 ประตูรุ่นแรกของ Scion เน้นกลุ่มลูกวัยรุ่น มีมิติการออกแบบที่โดดเด่นสวยงาม ครบกำหนด 1 ปีไม่นานก็ได้รีเนมชื่อใหม่ซะงั้น ซึ่งแน่นอนว่า Toyota Yaris iA ชื่อใหม่ใช้โครงสร้างตัวถังเดียวกับ Mazda 2 Sedan

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า (HP) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด วางจำหน่ายในตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา

แนะนำข่าวดีนี้โดย ราคารถยนต์ใหม่ทุกยี่ห้อ

445699

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

445699
อภินิหารหลวงพ่อเงิน

เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2502 หลวงพ่อเงิน เดินทางไปเชียงใหม่โดยรถยนต์กับ พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ อดีตผู้กำกับการตำรวจภูธร ลูกศิษย์ของท่านที่มีความเคารพนับถือหลวงพ่อมาก ไม่ว่าจะย้ายไปรับราชการ ณ จังหวัดใด เป็นต้องนิมนต์หลวงพ่อให้ไปเที่ยวทุกครั้งไป
พ.ต.อ.ศิริและหลวงพ่อเงินเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายคาดไม่ถึงเพราะมีคนร้ายประมาณสิบคนกำลังปล้นรถเมล์อยู่ข้างหน้า!
รถของ พ.ต.อ.ศิริวิ่งไปด้วยความเร็วตามปกติ และหาทราบไม่ว่าที่นั่นเขากำลังทำอะไรกันอยู่ เมื่อหวนถึงที่เกิดเหตุ พวกคนร้ายหันมาเห็นเข้าเกิดเข้าใจผิด คิดว่าเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาจับกุม จึงใช้ปืนสั้นและปืนยาวระดมยิงสกัดกั้น กระสุนปืนของพวกคนร้ายถูกกระจกหน้ารถและหม้อน้ำแตกกระจาย!
คนในรถที่ประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ต่างตระหนกตกใจ ก้มลงกราบหลวงพ่อเงินที่นั่งสงบอยู่และร้องขอให้หลวงพ่อช่วย
ปรากฏว่า กระสุนปืนนับเป็นสิบชนิดที่คนร้ายยิงมานั้น ไม่ต้องผิวกายผู้ใดเลย!
ถูกลอบยิง

แต่โชคร้ายก็ยังพัดกระหน่ำคนในรถของ พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ ซ้ำสองในเที่ยวกลับจนได้!
กล่าวคือเมื่อ พ.ต.อ.ศิริ พาหลวงพ่อกลับจากเชียงใหม่หลังจากเสร็จธุระแล้ว ขณะที่รถวิ่งพ้นจากเขตอำเภอเถิน อำเภอลี้ เข้ามาถึงเขตจังหวัดตาก ได้เกิดมีการดักยิงกันขึ้น!
เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นป่าทึบสองฟากทาง ซ้ำยังมีก้อนหินก้อนโตๆ วางเรียงรายริมทาง เหมาะสำหลับเป็นที่กำบังของคนร้ายด้วย
พอรถวิ่งมาถึงบริเวณนั้น หมู่ทรชนก็กรูกันออกมาจากที่ซุ่ม ร้องบอกให้รถหยุด เมื่อรถไม่ยอมหยุดพวกมันก็สาดกระสุนเข้าใส่หมายให้วอดวายทั้งคันรถ
พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ กับคุณนายพรรณพิมพ์ ภรรยา เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็กระโดดออกมาจากรถยนต์ แล้วยิงโต้ตอบแบบถวายชีวิต ส่วนคนอื่นที่มีปืนก็ช่วยยิงต่อสู้ด้วย เหตุการณ์อลหม่านอยู่ประมาณสิบนาที เสียงปืนก็สงบ!
ผลจากการต่อสู้กันในครั้งนั้นฝ่ายคนร้ายจะเป็นตายร้ายดีอย่างใด ไม่มีใครทราบ เพราะพวกมันหายเข้าไปในป่าข้างทาง แต่ฝ่าย พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ มีผู้บาดเจ็บหนึ่งคน คือ คุณนายอรุณ สุจริตจิต อีกคนหนึ่งโดนยิงแต่ไม่เข้า คือ ส.ต.ต.เสถียร คชหิรัญ
คุณนายอรุณนั้นร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ด้วยโดนกระสุนเข้าที่รักแร้ใกล้หัวใจ ได้แต่ก่อนมาในรถยนต์โดยมีหลวงพ่อเงินคอยปลุกปลอบใจตลอดทาง

ไร้ร่องรอย

เมื่อถึงโรงพยาบาลจังหวัดตาก เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้รีบนำเปลมาหามคนเจ็บขึ้นนอนบนเตียง พอรู้ว่าใครเป็นใคร ทั้งนายแพทย์และพยาบาลก็พากันกุลีกุจอให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน โดยส่งให้พลพยาบาลนำคนเจ็บเข้าห้องผ่าตัด
ณ ห้องผ่าตัดใหญ่ห้องนั้น คุณนายอรุณขอนิมนต์หลวงพ่อให้เข้าไปยืนด้านเหนือศีรษะเพื่อเป็นกำลังใจอยู่ด้วย
นายแพทย์นำเครื่องมือเข้ามาในห้อง พลางปลุกปลอบให้คนไข้ใจดี ๆ
แล้วนางพยาบาลก็ช่วยยกแขนซ้ายของคุณนายที่หนีบไว้แน่นออก พอแขนแยกจากกาย ลูกกระสุนที่แนบติดกับเนื้อคุณนายก็ตกลงมา! มีรอยไหม้เกรียมตรงซอกรักแร้หน่อยเดียว นอกนั้นหาบาดแผลไม่เจอ!
ทั้งนายแพทย์ ทั้งนางพยาบาลรวมทั้งคนป่วย ก้มลงกราบหลวงพ่อเงินเกือบจะพร้อมกัน!แล้วหลวงพ่อก็ต้องเสียพระเครื่องในย่ามอีกหลายองค์ ณ โรงพยาบาลแห่งนั้น!
ควรแก่การบูชา

บัดนี้หลวงพ่อเงินได้ถึงกาลมรณภาพตามกฎแห่งสังสารวัฏ แต่เกียรติคุณของท่านขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ไม่มีวันลืมเลือน ผู้คนยังคงให้ความเคารพสักการะท่านมิได้เปลี่ยนแปลง
ทุกคนยอมรับว่า หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติชอบ ได้ประกอบประโยชน์ไว้แก่พระพุทธศาสนา และแก่ประชาชนเป็นอเนกประการ นับเป็นปูชนียบุคคลที่มีคุณค่าควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง
ท่านหาได้เป็นแต่เพียงเทพเจ้าของชาวบ้านตอนยายหอมเท่านั้นไม่ แต่ท่านเป็นเทพเจ้าของชาวพุทธทั้งมวล !

459449789

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ

459449789

 

U777777ntitled-1

หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทารกอัศจรรย์

เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้

นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

สามีราโม

เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง

เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา

เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ

รบด้วยปัญญา

กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์

เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต

เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด

ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว

ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด” ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด”

ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย

ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น

พระราชมุนี

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น “พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โรคห่าเหือดหาย

ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า “พระสังฆราชคูรูปาจารย์” และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า “หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ”

กลับสู่ถิ่นฐาน

ครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯได้เข้าเฝ้า ถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมาก ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า “สมเด็จอย่าละทิ้งโยม” แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา

ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

สมเด็จเจ้าพะโคะ

ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ” และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า “วัดพะโคะ” มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา

เหยียบน้ำทะเลจืด

ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า 3 คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา “ไม้เท้า 3 คด” พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงปู่ทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

สังขารธรรม

หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านลังกา” และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านช้างให้” ดังนี้ ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้+ ปัจฉิมภาค+ สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ตลอดไป

78952222

พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน

พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน

78952222

ประวัติพ่อท่านคล้าย วัดพระธาตุน้อย พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน วัดพระธาตุน้อย พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือ ที่รู้จักกันทั่วไปว่า “พ่อท่านคล้าย” ประวัติ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ เทวดาเมืองคอน

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” นามตามสมณศักดิ์ท่านคือ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช+ พ่อท่านคล้าย นามเดิมว่า “คล้าย สีนิล” เกิดตรงกับ วันที่27ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด จ.ศ.1238 ร.ศ.95 ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล มีพี่สาว 1 คน ชื่อนางเพ็งเป็นภรรยานายซ้าย เพ็ชรฤทธิ์ ไม่มีบุตรสืบสกุลแต่มีบุตรบุญธรรมหนึ่งคน ชื่อนายครื้น เพ็ชรฤทธิ์

พ่อท่านคล้าย มีลักษณะนิสัย เป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก

เมื่ออายุ ๑๕ ปี หลวงพ่อคล้าย ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พ่อท่านคล้ายได้ใช้มีดตัดปลายเท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติ

ขาของพ่อท่านคล้ายนั้นเสียข้างหนึ่ง คือ ขาด้านซ้ายขาดตั้งแต่ตาตุ่มลงไป (เสียตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดนต้นไม้ทับที่บ้านญาติของท่านที่ จ.กระบี่ ขาเป็นหนองเลยต้องตัดทิ้ง โดยท่านใช้มีดปาดตาลตัดเอง) ท่านเลยต้องใส่กระบอกไม้ไผ่แทน

พ่อท่านคล้าย ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2438 (อายุ 19 ปี) บรรพชาที่วัดจันดี ต.หลักช้าง บรรพชาโดยอาจารย์ พระอธิการจันเจ้าอาวาสวัดจันดี (ทุ่งปอน) และพ่อท่านสามารถท่อง พระปาฏิโมกข์จนได้แม่นยำ

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุทกุกเขปสีมา หรือศาลาน้ำ ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ โดยมีพระครูกราย คงคสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดหาดสูง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดทุ่งปอน หรือวัดจันดี

การศึกษาเบื้องต้น พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เริ่มศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน โดยบิดาเป็นผู้สอน เรียนวิชาคำนวณ และวิชาอักษรโบราณ จนสามารถอ่านออกเขียนชำนาญ ทั้งหนังสือไทยและหนังสือขอม ต่อมาศึกษาต่อในสำนักนายขำ ที่วัดทุ่งปอน บ้านโคกทือ จนจบหลักสูตร ต่อมาได้ไปฝึกหัดเล่นหนังตะลุงกับนายทองสาก ประกอบกับพ่อท่านคล้ายมีหน้าตาดี น้ำเสียงไพเราะ จึงมีคนติดใจการเล่นหนังตะลุงของท่านมาก

ต่อมาปี พ.ศ.2441 พ่อท่านคล้าย ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เรียนมูลกัจจายนะ ในสำนักพระครูกาแก้ว (ศรี) ณ วัดหน้าพระธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบหลักสูตรมูล พอแปลบาลีได้ ศึกษาอยู่เป็นเวลา 2 พรรษา

ปี พ.ศ.2443 ต่อมาได้ศึกษาทางวิปัสสนากัมมัฎฐานที่สำนักวัดสามพัน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอาจารย์หนูเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน

ปี พ.ศ.2445 พ่อท่านคล้าย ได้กลับมาอยู่จำพรรษาวัดหาดสูง ใกล้ตลาดทานพอ ในสำนักพระครูกราย ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพ่อท่าน เพื่อศึกษาวิปัสสนาและไสยศาสตร์ โดยเหตุที่พระครูกราย เป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาและทรงวิชาคุณทางไสยศาสตร์ในสมัยนั้น

ปี พ.ศ.2447 พ่อท่านคล้าย ได้ไปจำพรรษาที่วัดมะขามเฒ่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาเพื่อศึกษาภาลีและอภิธรรมเพิ่มเติม

ปี พ.ศ.2448 พ่อท่านกลับจากวัดมะขามเฒ่า มาจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งปอน (จันดี) ตลอดเวลาที่ท่านจำพรรษา ณ ที่ใดก็ตาม ท่านได้ศึกษาค้นคว้าภาษา บาลี วิชาโหราศาสตร์ และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ติดต่อกันมาโดยมิได้ประมาท ด้านการก่อสร้างก็ได้สร้างใว้ตามวัดต่างๆพอสมควร

พ่อท่านคล้าย เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขัน

ในปี พ.ศ.2448 พระปลัดคง เจ้าอาวาสวัดสวนขัน ลาสิกขาบท คณะอุบาสกอุบาสิกาของวัดสวนขัน ได้ร่วนกันเสนอไปยัง ท่านพระครูกรายเจ้าคณะแขวงฉวาง ขอแต่งตั้ง”พ่อท่านคล้าย”เป็นเจ้าอาวาส วัดสวนขันแทน ท่านพระครูกรายก็เสนอไปยังเจ้าคณะเมือง (ม่วง เปรียญ) ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณพระศิริธรรมมุนี เจ้าคณะเมือง ได้แต่งตั้งให้พ่อท่านคล้ายเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขันแต่นั้นมา

ประวัติวัดสวนขัน

วัดสวนขันเป็นวัดราษฎร์ เดิมตั้งอยู่ที่ วัดราษฎร์บำรุง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกวัดคุดด้วน เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งคลองคุดด้วน มีพระปลัดคงเป็นเจ้าอาวาส แต่ที่ตั้งเป็นที่ไม่เหมาะบางประการ เนื่องจากฤดูน้ำก็ถูกน้ำท่วมบ่อยๆและสถานที่คับแคบ จึงทำการย้ายวัดขึ้นไปทางเหนือของคลองคุดด้วน สร้างวัดขึ้นมาใหม่ใน ป่าไม้ขันอันเป็นที่สวนของอุบาสกผู้มีศรัทธาถวายให้วัด และพร้อมใจกันตั้งชื่อวัดว่า วัดสวนขัน

วัดสวนขันปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลสวนขัน กิ่งอำเภอช้างกลาง จ.นครศรีฯ พระปลัดคงได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก พระปลัดคงเป็นลูกศิษย์ของพระครูกราย ต่อมาลาสิกขาบทพระครูกรายเสนอพ่อท่านคล้ายให้เป็นพ่อท่านคล้าย ตลอดมาเป็นเวลา65ปี จนถึงวันมรณะภาพ

พ่อท่านเคยแต่งบทกลอนกำดัดสอนนาคใว้น่าฟังดังนี้

ศีลสิบโดยตั้ง รักษาโดยหวัง

องค์ศีลทั่วผอง สองร้อยยี่สิบเจ็ด

สิ้นเสร็จควรตรอง ศีลสิบหม่นหมองสองร้อยมรณา

สมณศักดิ์พ่อท่านคล้าย

ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูพิศิษฐ์อรรถการในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษในนามสมณศักดิ์เดิม แต่ประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามชื่อเดิมว่า พ่อท่านคล้าย

ตำแหน่ง

- ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนขัน ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ จนมรณภาพ

- เป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุน้อย ใน พ.ศ.๒๕๐๐ เนื่องจากมีการสร้างถนนผ่านกลางวัดจันดีหรือวัดทุ่งปอน ทำให้วัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประชาชนได้ประชุมตกลงสร้างวัดใหม่ในเนื้อที่ที่แยกออกไป เรียกว่า วัดพระธาตุน้อย และแต่งตั้งให้พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นเจ้าอาวาส เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว วัดนี้ก็เป็นที่ประดิษฐานสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว

งานด้านศาสนา

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นผู้นำในการสร้างวัดพระเจดีย์ พระพุทธรูป และร่วมกันในการปฏิสังขรณ์บูรณะศาสนสถานเป็นจำนวนมาก ผลงานสำคัญ ดังเช่น สร้างวัด พ่อท่านคล้ายเห็นความสำคัญของปูชนียสถาน จึงได้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ วัดมะปรางงาม ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐ ทายาทอึ่งค่ายท่าย ถวายที่ดิน และวัดที่สำคัญที่สุดคือวัดพระธาตุน้อย หรือคนทั่วไปเรียกว่า วัดพ่อท่านคล้าย

พ่อท่านคล้าย สร้างวัดพระธาตุน้อยและเจดีย์

ปี พ.ศ.2505 นายกลับ งามพร้อม อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่9 ตำบลช้างกลาง อำเภอฉวาง ได้ยกที่ดินโคกไม้แดง มีเนื้อที่40ไร่ ถวายพ่อท่านโดยมอบให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ดินแปลงนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟคลองจันดี ประมาณ1กิโลเมตร พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นในที่ดินแปลงนี้ เริ่มก่อสร้างเมื่อ 14 มกราคม 2505 ตรงกับวันขึ้น 9ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่นายประคอง ช่วยเพ็ชร ถวายมาจากกว๊านพะเยา (ปัจจุบันเป็นจังหวัดพะเยา) โดยยึดรูปแบบมาจากวัดพระมหาธาตุทั้งหมด ทุนรอนในการก่อสร้างได้มาจาก พ่อค้า คหบดี ข้าราชการ และประชาชน ฝ่ายสงฆ์มีพระใบฏีกาครื้น โสภโณ เจ้าอาวาสวัดจันดีในสมัยนั้น เป็นผู้อำนวยการสร้าง ฝ่ายฆราวาสมี พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ ราชเดช เป็นประธาน พระเจดีย์องค์นี้มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ27เมตร สูง 70เมตร การก่อสร้างสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ องค์พระเจดีย์ มองเห็นเด่นแต่ไกล ถ้านั่งรถไฟเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ก่อนขบวนรถจะถึงสถานีคลองจันดี จะมองเห็นพระเจดีย์อยู่ทางซ้ายมือ+ พ่อท่านคล้ายได้สร้างพระเจดีย์ไว้หลายองค์ ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขัน เจดีย์บ้านควรสวรรค์ ตำบลนาแว อำเภอฉวาง เจดีย์วัดยางค้อม อำเภอพิปูน และที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขันอำเภอพระแสง และเจดีย์หน้าถ้ำขมิ้น บนภูเขาอำเภอนาสาร

งานด้านพัฒนาท้องถิ่น

พ่อท่านคล้าย จัดได้ว่าเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต ทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้เดินทางไปพัฒนาในที่ต่าง ๆ มากมาย สร้างถนน สะพานมากมาย ด้วยเมตตาบารมีและความเคารพศรัทธาของศิษย์และประชาชน ดังเช่น

สร้างถนนเข้าวัดจันดี

ถนนจากตำบลละอายไปพิปูน

ถนนจากวัดสวนขันไปยังสถานีรถไฟคลองจันดี

ถนนจากตำบลละอายไปนาแว

ถนนระหว่างหมู่บ้านในตำบลละอาย

สะพานข้ามคลองคุดด้วนเข้าวัดสวนขัน

สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอไปนาแว

สะพานข้ามคลองเสหลา หน้าวัดมะปรางงาม

สะพานข้ามคลองจันดี เป็นต้น

ด้านความมีเมตตาและวาจาสิทธิ์

ศิษย์ยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพนับถือ ศรัทธาพ่อท่านคล้ายได้เชื่อถือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น พ่อท่านคล้ายจะพูดจากับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและแจ่มใสอารมณ์เยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ท่านมักจะให้พรกับทุกคน “ขอให้เป็นสุข เป็นสุข” ผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างพากันกลัวคำตำหนิ เพราะผู้ที่ถูกตำหนิทุกรายล้วนแต่พบความวิบัติ คนส่วนมากจึงหวังที่จะได้รับคำอวยพร เพราะคำเหล่านั้นเป็นการพยากรณ์ที่แม่นยำทั้งในทางดีและทางเสื่อมเสีย

คนที่ไปนมัสการ”พ่อท่านคล้าย”หวังที่จะได้วัตถุมงคล พระเครื่อง บ้างขอน้ำมนต์ ชานหมาก แหวน ผ้ายันต์ เหรียญ รูปหล่อ รูปพิมพ์ ซึ่งพ่อท่านคล้ายก็ได้มีเมตตาให้กับทุกคน ยิ่งชานหมากของท่านหากใครได้รับจากมือท่านเป็นต้องหวงแหนอย่างที่สุด

พ่อท่านคล้าย มรณภาพ

พ่อท่านคล้ายหรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ เมื่อครั้นถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2513 ตรงกับแรม 9ค่ำ เดือน12 ปีจอ พ่อท่านจะต้องเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกที่คณะพุทธบริษัท จังหวัดนั้นนิมนต์ใว้ เวลา 16.00 น. ของวันเดินทาง คณะศิษย์เป็นว่าพ่อท่านอาพาธกระทันหัน จึงนิมนต์พ่อท่านขึ้นรถด่วนเข้ากรุงเทพ ถึงวันรุ่งขึ้นได้นำพ่อท่านเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎในวันนั้น แพทยืได้พยายามรักษาจนเต็มความสามารถ เป็นเวลา14วัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด ครั้งถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2513 เวลา23.05 น. พ่อท่านคล้าย มรณะภาพด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ ๙๖ ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ ๑๐๐ วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อยจนถึงปัจจุบัน