8978954612685

Honda crv ข้อมูล

8978954612685

สะท้อนความแข็งแกร่ง หรูหราทุกมุมมอง สู่การออกแบบที่สะท้อนอีกด้านของการใช้ชีวิต เผยความโดดเด่นผ่านเส้นสายรอบคัน ขับเคลื่อนไปพร้อมกับความหรูหราด้วยไฟส่องสว่าง สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน แบบ LED (Daytime Running Light) เสริมความแข็งแกร่งด้วยแผงใต้กันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่เปลี่ยนคุณให้โดดเด่นเหนือใคร มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานใหม่ที่ครบครัน ทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ พร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS (Motion Adaptive EPS) ผสานระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA (Vehicle Stability Assist) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA (Hill Start Assist) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ให้คุณมั่นใจได้ตลอดทุกเส้นทาง

พลังขับเคลื่อนที่อยู่เหนือทุกข้อจำกัด
พร้อมพุ่งทะยานสู่ทุกจุดหมายด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร SOHC i-VTEC เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีด และเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC Earth Dreams Technology ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ทั้งยังมีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้ออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดั่งใจ นุ่มนวลในทุกสภาวะการขับขี่

Honda crv มี 4 รุ่นและราคาดังนี้
2.0 S
1,250,000 บาท

2.0 E 4WD
1,380,000 บาท

2.4 EL
1,532,000 บาท

2.4 EL 4WD
1,620,000 บาท

อ่านข้อมูลเพิ่มได้ที่นี่ ข้อมูลรถยนต์

71115789656

มารู้จัก “กายตัวจริง” ของตัวเองกัน

71115789656

ชื่อว่า “ร่างกาย” นี้ โดยปกติเป็นที่สุมของกระดูก 300 กว่าชิ้น อยู่ติดกันด้วย “ข้อต่อ” 180 ข้อ รัดรึงไว้ด้วย “เส้นเอ็น ” 900 เส้น ฉาบไว้ด้วย “เนื้อ” 900 ชิ้น หุ้มด้วย “หนังสด” บาง ๆ ปิดไว้ด้วย “ผิว” มี “ช่องน้อยช่องใหญ่” มี “มัน” หลั่งไหล ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างตลอดเวลา เหมือน “โถใส่มันข้น” มี “หมู่หนอน” เข้าไปเสพอยู่ เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลาย เป็นที่ตั้งอาศัยแห่ง “ทุกขธรรม” มีสิ่งหลั่งไหลจากบาดแผลทั้ง 9 เป็นประจำ เหมือน “ฝีสุกที่แตก”คือ เป็นร่างกายที่มี “ขี้ตา” หลั่งออกจากตาทั้งสอง มี “ขี้หู” ไหลออกจากหูทั้งสองมี “น้ำมูก” หลั่งออกทางช่องจมูก มี อาหาร ดี เสมหะ และเลือด หลั่งออก จากปาก มี “อุจจาระปัสสาวะ” หลั่งออกจากทวารทั้งสองเบื้องต่ำ

มี “หยาดเหงื่อ” สกปรก หลั่งออกจากขุมขน 9 หมื่น 9 พันขุมขน มีแมลงวันหัวเขียวเป็นต้น บินตอมห้อมล้อมไป เป็นร่างกายที่บุคคลไม่ปรนนิบัติด้วยกิจมี ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม อาบน้ำ นุ่งห่ม เป็นต้น ปล่อยผมยุ่งหยาบตามมีตามเกิดแล้วเที่ยวไปสู่บ้านโน้นบ้านนี้เมื่อไหร่ ไม่ว่าเป็นพระราชา คนเทขยะ เป็นต้น คนใดคนหนึ่ง ก็ไม่แปลกกัน เพราะความที่มีร่างกาย “เป็นปฏิกูล” เสมอกัน

เพราะความที่ร่างกายเป็นของสกปรก มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและเป็นปฏิกูลอย่างนี้ ในร่างกายของคนทุกชนชั้นวรรณะ จึงชื่อว่า
ไม่มีความต่างกัน

ก็ร่างกายนี้ บุคคลขัดถูกมูลฟัน (ขี้ฟัน) ด้วยกิจมีการล้างหน้าสีฟันเป็นต้น ใช้ผ้าต่าง ๆ ปกปิดอวัยวะ อันจะยังความละอายให้กำเริบเอาไว้ ลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้กลิ่นหอมมีสีต่าง ๆ ประดับด้วยเครื่องประดับประดาต่าง ๆ ก็ย่อมกระทำให้ถึงซึ่งอาการอันจะพึงถือเอาได้ว่า “เรา” ว่า “ของเรา”

จากนั้นไป เพราะอาศัยเครื่องแต่งตัว อันเป็นของจรมานี้ปกปิดเอาไว้ เมื่อไม่รู้อยู่ ซึ่งลักษณะแห่ง “อสุภะ” อันมีรสของตนตามความเป็นจริงอย่างนั้นของร่างกาย ชายย่อมทำความยินดีในหญิง หญิงย่อมทำความยินดีในชาย

แต่ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ชื่อว่า ฐานะที่ควรแก่ความเป็นสิ่งน่ายินดีในร่างกายนี้ แม้เพียงอณูก็หามีไม่ หากเราได้พิจารณาเห็นร่างกายของเราตามความเป็นจริงแล้ว ความ “หลง” ในกายคงจะลดน้อยถอยลง แล้วเริ่มแสวงหาสิ่งที่เป็นความงามที่แท้จริงใน “ใจ” กันเพิ่มขึ้น

จากส่วนหนึ่งของ “หนังสือวิสุทธิมรรค” ว่าด้วยเรื่อง อสุภกรรมฐาน

w987789456456555

ที่สุดของความทุกข์

w987789456456555

แม้คนที่ปฏิบัติกิจถึงขั้นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า “ถึงที่สุดแห่งทุกข์”…..ยังไม่เรียกความสุขอยู่นั่นเอง เรียกว่า….ปฏิบัติจนจิตหลุดพ้นจากความทุกข์…..ท่านตรัสว่า “ถึงที่สุดของความทุกข์….พอถึงตรงนั้นแล้ว ทุกข์มันก็’ดับ’ไปเลย ที่สุดอยู่ตรงนั้น ไม่เรียกว่าเป็น’ความสุข’ เพราะความสุขนั้นมันเป็นของ ปรุงแต่ง ไม่มั่นคงอะไร

แต่บางครั้งต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจ จึงใช้ภาษาว่า’สุข’บ้าง เช่นตรัสว่า….’พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’ ก็เพื่อให้ชาวบ้านที่ติด ในความสุขเข้าใจในคำว่าสุขนี้ จะได้รู้ว่านิพพานนั่นมันเป็นสุขอย่างยิ่ง

ไม่ใช่สุขอย่างธรรมดาๆที่เรามีเราเป็นอยู่สุข เพราะการได้เงิน ได้ข้าวของ ได้ลาภ ได้ยศ…อย่างนี้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นความสุข แต่นั่น มันไม่ใช่สุขชั้นยอด พระองค์ต้องการให้คนเข้าใจว่า…..

พระนิพพาน นั้นเป็นสุขชั้นยอด คือความดับทุกข์ได้…พูดอย่างนั้นก็เพื่อให้เข้าใจความหมาย อันเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ที่แท้ก็คือ….ถึงที่สุดของการดับทุกข์ นั่นเอง “ทุกข์นี้เป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่แก่คนทุกคน” แต่ว่าทุกข์มันก็มี’เหตุ’ ไม่มีเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ พระองค์จึงได้สอนเรื้องเหตุของความทุกข์

ให้เราเข้าใจต่อไป แล้วก็สอนว่า…’ทุกข์นี้ เป็นเรื่องดับได้’…แล้วสอนต่อไปอีกว่า ‘จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด’….เท่ากับสอนให้เรารู้ว่า เรามีโรค… แล้วก็สอนให้รู้ว่า โรคมันเกิดจากอะไร…แล้วก็สอนให้รู้ว่าโรคนี้มันรักษาได้…รักษาได้โดยวิธีใด… บอกไว้แจ่มแจ้งชัดเจน…ตั้งแต่เบื้องต้น..ท่ามกลาง. .ที่สุด เป็นคำสอนที่สมบูรณ์ เพื่อความดับทุกข์ดับร้อนของชาวโลกโดยแท้……. “ถ้าเรานำหลักเหล่านี้มาใช้ ในชีวิตประจำวัน เราก็จะพ้นไปได้…จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้”

ที่สุดของความทุกข์ – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ธรรมเทศนาของหลวงพ่อ – 12 ก.ค. 2536

dfs789995

ธาตุแท้ของสิ่งต่างๆ

dfs789995

ลองสังเกตธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเรา..แล้วเราจะพบว่า..ในธรรมชาติเหล่านั้น..ได้แฝงปรัชญาข้อคิดในการดำเนินชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี.. น้ำใส..กลายเป็นน้ำขุ่น.. เพราะมีวัตถุอื่นมากระทบ..ก่อกวน..ฉันใด เปรียบเหมือน..จิตใจของคนเรา..ที่ขุ่นมัว..เศร้าหมอง.. ก็เพราะมีกิเลสมาก่อกวน..หมักหมม..ฉันนั้น

ธาตุแท้ของน้ำ คือ..ความใสสะอาด..
แต่ธาตุแท้ในจิตใจของคน คือ..ความสงบ..

ธาตุแท้ของแฟ๊บ,สบู่ คือ..ชำระความสกปรกภายนอกร่างกาย
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..เพิ่มความสะอาดภายในจิตใจ

ธาตุแท้ของไฟ คือ..เผาไหม้เชื้อเพลิง
ธาตุแท้ของไฟกิเลส คือ..เผาไหม้จิตใจ..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..ดับกิเลสความเร่าร้อนในจิตใจ..

ธาตุแท้ของลม คือ..พัดพายุนำความเสียหายมาให้..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..พัดความชุ่มเย็นเข้ามาในชีวิต..

ธาตุแท้ของดิน คือ..ความคงทนไม่หวั่นไหว..
แต่ธาตุแท้ของจิตใจ คือ..ความไม่หวั่นไหวและมั่นคง..

ธาตุแท้ของความจน คือ.. มีไม่พอ
ธาตุแท้ของความรวย คือ..พอไม่มี
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..พอมี พอเป็น พออยู่ พอได้ และพอเพียง

ธาตุแท้ของความทุกข์ คือ.. ทุกข์มันมาก..สุขจึงน้อย..
ธาตุแท้ของความสุข คือ..ทุกข์มันน้อย..สุขจึงมาก..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..สุขไม่มี ทุกข์ไม่มี ปล่อยวาง..ว่างเปล่า..เบาสบาย

ดังนั้น..
ธาตุแท้ในจิตใจ..ของเรา..ก็เหมือนกัน..จะใสสะอาด..
เบาสบาย..ไม่เป็นทุกข์ได้..
ก็เพราะมีธรรมะชำระล้างจิตใจ.

isuzu-mu-x-789564568789

ISUZU Mu-x ข้อมูล

isuzu-mu-x-789564568789

ISUZU Mu-x  โฉมใหม่ เป็นที่น่าพึ่งพอใจอย่างมากในวงการรถยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งวันนี้เราได้มีตารางราคา และ ข้อมูลในส่วนอื่นๆมาประกอบให้ท่านผู้อ่าน หรือ ผู้สนใจได้เข้ามาติดตาม เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจในการซื้อ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่มากพอในการตัดสินใจในครั้งนี้ เราไปดูรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของเจ้า อิซูซุ มิว-เอ็กซ์ เครื่องยนต์ ISUZU 3.0 Ddi Blue Power ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิตสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที เกียร์อัตออโตเมติกแบบ 6 สปีต ทำงานรวเร็ว นุ่มนวลด้วยเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์ถึง 2 ตำแหน่ง ที่เกียร์ 5 และ 6 พร้อมโหมด Rey Trunic เพิ่มความสนุ และสะดวกสบายในการขับขี่
ISUZU MU-X 1.9/3.0 Ddi มีราคาดังต่อไปนี้

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 CD 6A/T ราคา 1,094,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DVD 6M/T ราคา 1,204,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DVD 6A/T ราคา 1,254,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 1.9 DA DVD 6A/T ราคา 1,324,000 บาท

รุ่น MU-X (4*2) 3.0 DA DVD 6A/T ราคา 1,364,000 บาท

รุ่น MU-X (4*4) 3.0 DA DVD 6A/T ราคา 1,464,000 บาท

*** หมายเหตุ DA (Display Audio) คือระบบที่สามารถเชื่อมต่อกับ Smart Phone (Isuzu Connect World)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.automotor789.com/search/car-promotion/

78945645144444

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๗๓

78945645144444

เป็นเหรียญรุ่นที่ ๒ ไม่มีชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น สร้างเป็นที่ระลึกในโอกาสฉลองศาลาการเปรียญ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถานเช่นเดียวกัน)
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๗๓ ชินราช เป็นรูปพัดเสมาคว่ำ มีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังมีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ตรงกลางมียันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

Nissan Motor Chief Executive Ghosn and Mitsubishi Motors Corp President Masuko arrive at their joint news conference in Tokyo

Nissan ซื้อหุ้น 34% ของ Mitsubishi

Nissan Motor Chief Executive Ghosn and Mitsubishi Motors Corp President Masuko arrive at their joint news conference in Tokyo

หลังจากที่มีข่าวลือว่า นิสสันได้ซื้อหุ้นของ Mitsubishi ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงล่าสุดได้มาออกยืนยันแล้วว่าเป็นเรื่องจริงโดยทางนิสสันได้ซื้อหุ้น 34% ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ด้วยจำนวนเงิน 237 ล้านเยน หรือราวๆ 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นิสสันได้ซื้อหุ้นมิตซูบิชิ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ซึ่งรายงานได้ระบุว่า มูลค่าหุ้นอยู่ที่ 468.52 เยน หรือ 4.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น ทำให้มูลค่ารวมพุ่งทะลุหลัก 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้นิสสันกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมิตซูบิชิและสามารถควบคุมการดำเนินการได้อย่างอิสระ สาเหตุที่มิตซูบิชิต้องขายหุ้นเพราะประสบปัญหาอื้อฉาวกรณีการโกงค่าทดสอบอัตราบริโภคน้ำมัน แต่เมื่อนิสสันเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่มิตซูบิชิจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หลังจากมูลค่าหุ้นตกต่ำลงถึง 43% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่าการนิสสันได้มาถือหุ้นตอนนี้ถือเป็นเวลาที่ดีมาก ด้านโอซามุ มาซูโกะ ประธานคณะกรรมการบริหารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดเผยว่า ข้อตกลงครั้งนี้เป็นการสร้างประโยชน์ในระยะยาวของทั้งสองบริษัทเพื่อการเติบโตต่อไปในอนาคต “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นหลังจากเกิดกรณีเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ด้วยความร่วมมือกับนิสสัน เราจะเริ่มกระบวนการรับมือกับความท้าทายและความยากลำบาก” มาซูโกะกล่าว

7845246

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๖๔ ชินราช

7845246

เหรียญห้อยคอ เป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ชายชาตรีส่วนมากต้องมีไว้กับตัว จะด้วยมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตัวเอง ด้วยอำนาจพุทธคุณของเหรียญนั้นๆ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีสะสมไว้เพราะความชอบ ผู้ชายส่วนมากจะนิยมชมชอบพระเครื่อง บ้างก็ชอบเพราะความสวยงามในการออกแบบ ชอบในความเป็นของเก่าน่าสะสม หรือชอบเพราะตนเองมีความเคารพศรัทธาในพระเกจิท่านนั้นๆ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปว่าสำหรับคนที่ชอบพระเครื่องแล้ว ถึงไม่มีไว้ในครอบครองก็ขอให้ได้ชมสักครั้ง เท่านี้ก็อิ่มตาอิ่มใจกันแล้ว สำหรับเหรียญของหลวงพ่อทองนั้น ได้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะแต่นักสะสมพระเครื่องในภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นที่ติดตามเสาะหาของเซียนพระเครื่องทั่วประเทศด้วย วันนี้จึงนำพระเครื่องของหลวงพ่อทองที่เป็นเหรียญห้อยคอ ทั้งที่สร้างสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ และที่สร้างหลังจากท่านมรณภาพแล้วก็มี
เหรียญปี พ.ศ.๒๔๖๔ นี้เป็นเหรียญรุ่นแรกที่หลวงพ่อท่านสร้าง ด้วยเจตนาที่รวบรวมปัจจัยเป็นทุนทรัพย์ ในการสร้างกุฏิ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถาน)แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้กำหนดว่าต้องทำบุญเท่าไรจึงได้รับเหรียญ เรียกว่าใครมีศรัทธาเท่าไรก็ทำบุญเท่านั้น
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๖๔ ชินราช ไม่ชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น เป็นเหรียญรูปตาลปัดคว่ำไม่ยกขอบ (จะว่ารูปไข่ก็ไม่เชิง) ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังเป็นยันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

Chevroet-456

Chevrolet Cavalier จีน พร้อมเปิดตัว

Chevroet-456

Chevrolet Cavalier เคยเปิดตัวในสหรัฐอมเริกาได้ยังได้รับความนิยมในยุค 80 และครั้งเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Chevrolet Cavalier ซีดานขนาดเล็กเพื่อท้าชนกับ Ford Escort ซึ่งตัวถังมีขนาดสั้นกว่าเชฟโรเลต ครูซ 114 มม.และฐานล้อสั้นกว่า 99 มม. กระจังหน้าใหม่ พร้อมโลโก้ Chevrolet สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ Chevrolet Cavalier มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตรให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า จับคู่กับเกียรติธรรมดาและอัตโนมัติ 6 สปีต ล้ออัลลอยให้เลือกทั้งขนาด 15 นิ้วและ 16 นิ้ว สำหรับรายละเอียดในส่วนอื่นๆยังไม่ได้เปิดเผยแต่จะรุกตลาดจีนแน่นอน

4567890000

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

4567890000

หลวงพ่อเงินบางคลาน พิจิตร เพชรน้ำเอกแห่งโพธิ์ทะเล วัดวังตะโกและวัดท้ายน้ำ

โดย..จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์

ความเป็นมา ก่อนที่ท่านจะพบกับประวัติของหลวงพ่อเงินบางคลานผมผู้เขียนขอแนะนำ ให้ท่านได้พบกับประวัติสังเขปของเมืองพิจิตรเสียก่อน ในอดีตพิจิตรมิได้ตั้งอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงโยกย้ายมาหลายครั้งหลายหน จนหลักฐานทางประวัติพอจะยืนยันได้แน่ชัดว่า ครั้งแรกเลยนั้นพิจิตรตั้งอยู่ในเขตอำเภอโพธิ์ทะเล ใกล้กับบึงไชยบวรซึ่งอยู่ในเขตตำบลบ้านน้อย และตำบลบางคลานปัจจุบัน ชื่อเมืองครั้งแรกนั้นมีชื่อว่า “นครไชยบวร” ต่อมามีผู้สืบเชื้อสายของผู้ครองนครคือ “พระเจ้ากาญจนกุมาร” ได้ไปสร้างเมืองใหม่ที่บ้านสระหลวง ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า “เมืองสระหลวง” คือเมืองเก่าในปัจจุบันนั้นเอง

ในสมัยสุโขทัยเมืองพิจิตรได้ตกมาเป็นของไทยราว พ.ศ. 1800 และต่อมาสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง พิจิตรก็ตกอยู่ในครอบครองของกรุงศรีอยุธยา เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่า พิจิตรก็ได้เข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ร่วมกันตีเมืองพิษณุโลกได้ในปี 2313 พิจิตรจึงขึ้นอยู่กับอาณาจักรธนบุรี และเมืองกรุงธนบุรีถูกเปลี่ยนไป พิจิตรก็รวมอยู่กับกรุงรัตนโกสินทร์จนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้

และในปีพุทธศักราช 2410 พิจิตรได้ย้านที่ตั้งเมืองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากลำนํ้าน่านเปลี่ยนทางเดิน หลวงธรเนนทร์ เจ้าเมืองพิจิตรในขณะนั้นได้ย้ายที่ตั้งเมืองใหม่ ที่ตำบลปากทาง และได้ย้ายที่ตั้งอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2473 พระชาติตระการผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ายที่ตั้งศาลากลางจังหวัดไปตั้งขึ้นใหม่ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดในปัจจุบันนี้

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิจิตรที่เคารพสักการะได้แก่ “หลวงพ่อเพชร” เป็นพระที่สร้างด้วยสำริด ปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ศิลปะสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ 6 นิ้ว ส่วนสูง 3 ศอก 3 นิ้ว ประทับนั่งบนอาสนะฐานบัวควํ่า – บัวหงาย รองรับ ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถ์

วัดท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีความสง่างามทีเดียว ในอดีตวัดท่าหลวงมีการแข่งเรือยาวเป็นประเพณี ปัจจุบันก็ยังมีการแข่งเรือ สืบสานประเพณีเหมือนเช่นเดิม มีผู้กล่าวกันว่า เมืองพิจิตรมีชาละวันชุกชุม จรเข้ยักษ์ในแม่นํ้าน่านถึงคราน่านํ้าจะปรากฏว่ามีจรเข้มากมายหลายขนาด และมีมากกว่าเมืองอื่น ๆ จึงมีเรื่องเล่ากันว่าเป็นเมืองนิยายปรัมปราประจำเมืองดังเหมือนดังสัญลักษณ์ของเมืองนี้เป็นรูปจรเข้ตัวโต ๆ ประจำเมือง

ผู้เขียนได้นำท่านมาพบกับความเป็นมาของจังหวัดพิจิตรพอสมควร ในโอกาสนี้ก็ขอเชิญท่านพบกับประวัติและความเป็นมาของหลวงพ่อเงินบางคลาน สิ่งซึ่งพระสงฆ์ผู้ทรงศีล มีชื่อเสียงโด่งดัง ดี…เด่น ด้วยวัตถุมงคลเป็นอันมาก เป็นที่ยอมรับของชาวพิจิตรและคนทั่วไป ทั่วทั้งประเทศวัตถุมงคลของท่านนั้นมีชื่อเสียงดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ราคาแพง ที่สุด และหายากที่สุด

ขอเชิญท่านพบกับประวัติความเป็นมาของพระคุณท่าน ดังต่อไปนี้ ประวัติหลวงพ่อโดยสังเขป ชาติกาล หลวงพ่อเงินเดิมท่านชื่อ เงิน เมื่อสมัยก่อนยังไม่ได้ใช้นามสกุล ท่านเกิดวันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2363 ตรงกับเดือน 11 ปีฉลู แต่หลักฐาน บางแห่งบอกว่าท่านเกิดปี พ.ศ. 2360 และหลักฐานบางแห่งก็บอกว่าท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2351 เดือน 10 ปีมะโรง อ่านและฟังดูแล้วช่างไม่ ตรงกันเสียเลย และยังหาข้อยุติไม่ได้แน่ ๆ บิดาของท่านชื่อว่า อู๋ เป็นชาวบางคลาน หมู่1 มารดาของท่านชื่อ พัก เป็นชาวแสนตก ปัจจุบันเป็นอำเภอขานุวรลักษณ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3) มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดาเดียวกันคือ:-

คนที่ 1 ชื่อพรหม เป็นชาย

คนที่ 2 ชื่อทับ เป็นหญิง

คนที่ 3 ชื่อทอง (ขุนภุมรา) เป็นชาย

คนที่ 4 ชื่อเงิน (หลวงพ่อเงิน) เป็นชาย

คนที่ 5 ชื่อหรํ่า เป็นชาย

คนที่ 6 ชื่อรอด เป็นหญิง

เมื่อปี พ.ศ. 2356 หลวงพ่อเงินอายุได้ 5 ขวบ นายช่างซึ่งเป็นลุงของท่านมาที่วัดกลางนา ได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษา เล่าเรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินมาฝากไว้ที่วัดกลางนา วัดชนะสงคราม เพื่อให้เล่าเรียน

หนังสือที่วัดชนะสงคราม เรียนหนังสือกับ พระครูสิทธิเดช (แสง) คนมอญเมืองปทุมธานี วัดกลางนา ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อวัดตองปุ และอยู่ที่วัดชนะสงคราม จนถึงปี พ.ศ. 2363 หลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ครบบวช ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่จังหวัดพิจิตร พระอุปัชฌาย์ไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “พุทธโชติ” แล้วได้กลับมาอยู่ยังวัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) เพื่อปฏิบัติธรรมวินัยและเรียนทางวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ได้ 3 พรรษา ต่อมาพี่ชายของท่านส่งข่าวว่า โยมป่วยหนัก หลวงพ่อเงินจึงย้ายไป จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม วัดบางคลานใต้บ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จ.พิจิตร บ้านเดิมของท่านก่อนที่จะกลับไปอยู่จังหวัดพิจิตร ท่านได้เดินทางจาก วัดชนะสงครามไปยังบ้านช่างหล่อ คือ บ้านยายวัน แจ้งดี เมื่อหลวงพ่อเงินเดินทางมาถึงบ้านยายวัน ยายวันก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า ท่านมาจากวัดไหน หลวงพ่อเงิน ก็พูดว่าอาตมามาจากวัดชนะสงคราม ยายวันสงสัยก็ถามอีกว่า ท่านเป็น คนมอญรึ หลวงพ่อเงินก็ตอบไปว่า อาตมาเป็นคนกำแพงเพชร ยายวันถามอีกว่าท่านมีธุระอะไรจึงมาที่นี่ หลวงพ่อเงินก็ตอบว่า จะมาจ้างหล่อรูปไปแจกลูกศิษย์ ยายวันจ้องมองหน้าจึงตอบตกลงหล่อให้กับหลวงพ่อเงินเป็นครั้งแรก

จึงนับว่ายายวัน แจ้งดี เป็นช่างหล่อคนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ การหล่อครั้งนั้นเป็นการหล่อรูปเหมือนองค์ท่านจำนวนน้อย (ไม่ใช่จำนวนพัน) จึงผิดกับในปัจจุบันมากพบหน้าใคร ๆ มักจะเห็นแต่รูปหล่อหลวงพ่อเงินทั้งสิ้น เรื่องหลวงพ่อเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีผู้เขียนหลายคนหาข้อมูลมาไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้อ่านเรื่องหลวงพ่อเงินเกิดความไขว้เขวไปก็มี ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดี ถ้าดูไม่เป็น ไม่ออก ไม่รู้ อย่าริอ่านเล่น เช่าพระหลวงพ่อเงินใหม่ ๆ ที่ออกจากวัดจะดีเสียกว่า มีพุทธคุณดีและสนนราคาก็พอสมควร เราศรัทธา หลวงพ่อเงินจริงหรือเปล่า ? ราคาของแท้ที่ยายจันสร้าง ราคา 2 – 3 แสน ไม่ตํ่ากว่านี้

การดูพระหลวงพ่อเงินให้ดูดังต่อไปนี้:-

1. ให้ดูที่ขนาด นํ้าหนัก รูปลักษณะ พิมพ์ทรงเป็นอย่างไร ดูลายละเอียดของลายเส้น ดูความชัดเจนของลายเส้นตลอดจนกระทั่งเนื้อทองในองค์พระสีเหลืองแบบลายประแจจีน

2. ให้ดูตรงสังฆาฏิ จะมีความใหญ่ ความหนา มองดูคล้ายสังฆาฏิจะคล้ายตั้งฉาก ดูส่วนล่างกับส่วนบน ถ้าเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน จะเห็นว่า ส่วนที่สังฆาฏิจะโอนไปยังไหล่นั้นมีส่วนสัดเท่ากับส่วนล่าง

3. ดูที่เนื้อทองเหลือง โดยมากจะแห้งสนิท คล้ายทองฝาบาตร หรือรอยประแจจีนเก่าๆ ส่วนเนื้อทองใหม่ ๆ มีความสดช่างใหม่ทำได้

4. ให้ดูที่รอยประกบ หรือที่รอยแต่งตรงลอยประกบจะมีรอยตะไบ ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และละเอียด

5. เหตุที่หลวงพ่อเงินรูปหล่อ มีช่างหลายคนได้ทำต่อ ๆ กันมาหลายช่าง หลายพิมพ์ทรงอาจไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางช่างทำได้เฉียบขาด เช่นหลวงพ่อเงิน – หลวงพ่อเดิมมีการถกเถียงกันในงานประกวดก็มี บางคนบอกว่าองค์นี้ใช่ องค์นี้ไม่ใช่ ผลที่สุดเถียงกันไปเถียงกันมา ถึงกับจะวางมวยกันก็มี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกรรมการมีความเห็นไม่ตรงกัน

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ตรงต่อนักนิยมก็เป็นได้ หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของใคร หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อโม วัดวังหมาเน่า จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อโมท่านเป็นพระชาวมอญ เมืองปทุมธานี (เจ้าพ่อแห่งมอญ) พระครูอมรธาธิบดี (เจิ่ม โสภิต) เป็นชาวรามัญ วัดสนามนนทยรามัญ เจ้าคณะแขวงนนทบุรี และหลวงพ่อเงินก็เป็นศิษย์เอกของสมเด็จ พระวันรัตน์ทับ พุทธสิริ วัดโสมนัสวิหาร (นางเลิ้ง) ซึ่งเป็นปฐมเจ้าอาวาส ยายวันได้พาหลวงพ่อเงินเข้าพบหลังจากที่หลวงพ่อเงินว่าจ้างยายวันหล่อรูปเพื่อถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อทับ (สมเด็จพระวันรัตน์) ทรงพบเข้าและยังชมว่าหน้าตาดี คงมีความมั่นคงในทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงรับไว้และเอ่ยพระโอษฐ์ว่า ดี…ดี…ดี นี่คือวาจาของสมเด็จเมื่อพุทธศักราช 2434 ขณะนี้อายุของหลวงพ่อเงินก็คงในราว ๆ 70 ปีแล้ว การหล่อรูปหลวงพ่อเงินครั้งแรกโดยยายวัน แจ้งดี เศรษฐีพรานนก เป็นผู้ต้นกำเนิดหล่อรูปพิมพ์ขี้ตาและพิมพ์เบ้าทุบ (พิมพ์นิยม) ทั้งสองพิมพ์จะมี ข้อแตกต่างกันบ้างคือ พิมพ์ขี้ตาจะมีผิวขรุขระไม่เรียบ ส่วนพิมพ์เบ้าทุบจะมีความ เรียบร้อยสวยงามกว่าพิมพ์ขี้ตา ทางกรรมกาารวัดให้เช่าบูชาองค์ละ 1 บาทเท่านั้น

เมื่อพิมพ์ขี้ตาและพิมพ์นิยมได้แจกจ่ายให้ผู้ที่มีนับถือและเคารพเลื่อมใส ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับเด็กหญิงและเด็กชายไม่ค่อยได้มีโอกาส ได้ใช้รูปหล่อทั้งสองชนิดดังกล่าวมาแล้ว ทางคณะกรรมการวัดจึงจัดสร้างเป็นครั้งที่ 2 เป็นเหรียญหล่อจอบไข่ปลาใหญ่ เรียกว่า จอบใหญ่ กับเหรียญจอบเล็กมีความนิยมสูงมากกว่ารูปลอยองค์ เพราะเหรียญสองชนิดนี้มีห่วงหูในตัว เมื่อเช่าหรือรับแจกแล้วคล้องคอได้เลย

พระอาจารย์และวัดที่จัดสร้างพระหลวงพ่อเงินพิมพ์ต่าง ๆ มีด้วยกัน 7 วัดคือ

1. วัดวังตะโก หลวงพ่อเงินสร้างมีทุกพิมพ์ อาจารย์แจ๊ด พิมพ์ พระผงแบบจอบเล็ก

2. วัดท้ายนํ้า หลวงพ่อเงินสร้างมีทุกพิมพ์ พระครูวัตฏะสัมบัญ (ฟุ้ง) สร้าง มีครบทุกพิมพ์ พระปลัดชุ่มสร้างเฉพาะพิมพ์นิยมกับตัว ช. เพียงพิมพ์ เดียวเท่านั้น

3.วัดหลวง พระธรรมทัศสีมุนี (สุ่น) สร้างมีพิมพ์ต่าง ๆ ประเภทเนื้อดินล้วน มีพิมพ์สมเด็จพระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, พิมพ์ซุ้มกอ, พิมพ์สังกัจจายน์

4. วัดขวาง หลวงปู่ไข่ มีพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, พิมพ์สังกัจายน์

5. วัดห้วยเขน พระครูล้อมสร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, ไข่ปลา, จอบเล็กและเนื้อดินมีทั้งนั่ง นอน ยืน

6. วัดบางมูลนาค พระครูพิทักษ์ศิลคุณ (น้อย) กัลหลวงพ่อพิธ สร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม, จอบใหญ่, ไข่ปลา, จอบเล็ก

7. วัดคงคาราม หลวงพ่อน้อย (ตาบอด) สร้างพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยม โดย จ้างเจ๊กชัยหล่อ แล้วพิมพ์ขี้ตา, พิมพ์นิยมเนื้อดินด้วย หลวงพ่อเงินที่ชาวบ้านสร้างเอง

นับตั้งแต่หลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังมีผู้ต้องการไปเสาะแสวงหา พระพิมพ์ต่างๆ ของหลวงพ่อที่บ้านบางคลานตลอดเวลาจึงมีช่างที่บ้านบางคลานจัดสร้างขึ้นมาเอง ปลุกเสกเองออกจำหน่ายเอง เริ่มทำกันตั้งแต่ 2492 ได้แก่ นายช่างแม้นและ นายช่างกรุ่น ได้ลอกพิมพ์จากพระหลวงพ่อเงินแท้ ๆ ทุก ๆ พิมพ์ทรงมาสร้าง แล้วเทแบบ เบ้าทุบ หรือเทแบบเบ้ากระดูก คือเผาทีละองค์ อายุการสร้างจนถึงปัจจุบันมีอายุถึง 50 ปีแล้ว เนื้อหาสาระและผิวพรรณวรรณะก็แห้งสนิท ผู้มีไว้ครอบครองและนำไปคล้องคอ ต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นของแท้ แม้แต่เซียนพระใหญ่ทั่ว ๆ ไป โดนกันระนาว นับประสาอะไรแม้แต่ชื่อวัดหลวงพ่อเงินเอง ยังเขียนและเรียกกันไม่ถูกเป็นที่น่าสงสารจริง ๆ

เรื่องหลวงพ่อเงิน ที่มีผู้เข้าใจว่าวัดบางคลานนั้น ความจริงแต่อดีตจน ถึงปัจจุบัน วัดบางคลานไม่มี คำว่าบางคลานหมายถึงตำบล อำเภอ ที่อยู่ของจังหวัด ปัจจุบันนี้วัดวังตะโก ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดหิรัญญาราม และอำเภอบางคลานก็ได้เปลี่ยนมาเป็น อำเภอโพทะเลแล้ว

สำหรับหลวงพ่อเงิน วัดวังตะโกกับหลวงพ่อเงินวัดวังท้ายนํ้าบางพิมพ์เหมือนกัน แต่บางพิมพ์อาจจะไม่เหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกันก็เพราะไม่ได้สร้าง ครั้งเดียวกัน เรียกว่าสร้างกันคนละหนคนละที หลวงพ่อเงินวัดท้ายนํ้าและวัดวังตะโกที่สร้างโดยพระครูวัดฏะสัมบัญ จัดสร้างขึ้นนั้น จะเป็นพิมพ์ใดก็ได้ มีอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันทุกประการ ข้อสำคัญให้เป็นของแท้

หลวงพ่อเงินท่านเป็นพระเถระที่บริบูรณ์ไปด้วยศีล จารวัตร์ และมีสมาธิจิตอันเป็นมั่นคง โดยเฉพาะเสกมนต์คาถา และวิปัสสนาธุระ ท่านมีความเชี่ยวชาญและแก่กล้าเรื่องวิทยาคมรูปหนึ่งของจังหวัดพิจิตร และท่านได้เป็นพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ด้วย กิติศัพท์ของท่านเลื่องลือ ขจรขจายไปทั่วทุกภาคจากเหนือจรดใต ้จากตะวันออกจรดตะวันตกมาเนิ่นนานแล้ว แต่อดีตมาถึงปัจจุบันถึงแม้หลวงพ่อเงินจะมรณภาพจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ยังอยู่ในความทรงจำศรัทธา ปรารถนาที่จะได้ของหลวงพ่อทุก ๆ คนเสมอมา

เพราะวัตถุมงคลของหลวงพ่อทุก ๆ อย่าง ถ้าผู้ใดมีไว้ครอบครองจะได้รับแต่ความรุ่งเรือง เป็นสิริมงคล และแคล้วคลาดจากภัยภิบัติทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ชื่อของท่านก็เป็นมงคลอยู่แล้ว

โดยเฉพาะชาวพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียงทุก ๆ คนจะเคารพบูชาหวงแหนวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงินกันมาก เมื่อมีผู้มาขอเช่าในราคาแพงผู้ที่เป็นเจ้าของจะไม่ค่อยยอมปล่อย เพราะเป็นที่หายากยิ่ง เปรียบเสมือนหนึ่ง แก้วสาระพัด ฉันนั้น

หลวงพ่อเงินได้มรณภาพ ด้วยโรคชราและริดสีดวงทวาร เมื่อวัน ศุกร์ เดือน 10 แรม 11 คํ่า ปีมะแม เวลา 05.00 น. ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2462 รวมอายุได้ 111 ปี พรรษา 90 นับตั้งแต่หลวงพ่อเงินได้มรณภาพจากไปจนถึงบัดนี้ รวม 90 ปีแล้ว

การมรณภาพของหลวงพ่อเงิน นับว่าวัดวังตะโก – ท้ายนํ้า ชาวพิจิตรและศิษยานุศิษย์ตลอดจนสาธุชนทั่วไปที่เลื่อมใส ศรัทธาในตัวท่าน ได้รับความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง นับเป็นการสูญเสียพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ และพระเถระที่เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาอันมีความหมายยิ่ง รูปหนึ่ง รูปํ ชีรติ มจจานํ นามโคลตํ ชีรติ.