มารู้จัก “กายตัวจริง” ของตัวเองกัน

71115789656

ชื่อว่า “ร่างกาย” นี้ โดยปกติเป็นที่สุมของกระดูก 300 กว่าชิ้น อยู่ติดกันด้วย “ข้อต่อ” 180 ข้อ รัดรึงไว้ด้วย “เส้นเอ็น ” 900 เส้น ฉาบไว้ด้วย “เนื้อ” 900 ชิ้น หุ้มด้วย “หนังสด” บาง ๆ ปิดไว้ด้วย “ผิว” มี “ช่องน้อยช่องใหญ่” มี “มัน” หลั่งไหล ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างตลอดเวลา เหมือน “โถใส่มันข้น” มี “หมู่หนอน” เข้าไปเสพอยู่ เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลาย เป็นที่ตั้งอาศัยแห่ง “ทุกขธรรม” มีสิ่งหลั่งไหลจากบาดแผลทั้ง 9 เป็นประจำ เหมือน “ฝีสุกที่แตก”คือ เป็นร่างกายที่มี “ขี้ตา” หลั่งออกจากตาทั้งสอง มี “ขี้หู” ไหลออกจากหูทั้งสองมี “น้ำมูก” หลั่งออกทางช่องจมูก มี อาหาร ดี เสมหะ และเลือด หลั่งออก จากปาก มี “อุจจาระปัสสาวะ” หลั่งออกจากทวารทั้งสองเบื้องต่ำ

มี “หยาดเหงื่อ” สกปรก หลั่งออกจากขุมขน 9 หมื่น 9 พันขุมขน มีแมลงวันหัวเขียวเป็นต้น บินตอมห้อมล้อมไป เป็นร่างกายที่บุคคลไม่ปรนนิบัติด้วยกิจมี ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม อาบน้ำ นุ่งห่ม เป็นต้น ปล่อยผมยุ่งหยาบตามมีตามเกิดแล้วเที่ยวไปสู่บ้านโน้นบ้านนี้เมื่อไหร่ ไม่ว่าเป็นพระราชา คนเทขยะ เป็นต้น คนใดคนหนึ่ง ก็ไม่แปลกกัน เพราะความที่มีร่างกาย “เป็นปฏิกูล” เสมอกัน

เพราะความที่ร่างกายเป็นของสกปรก มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและเป็นปฏิกูลอย่างนี้ ในร่างกายของคนทุกชนชั้นวรรณะ จึงชื่อว่า
ไม่มีความต่างกัน

ก็ร่างกายนี้ บุคคลขัดถูกมูลฟัน (ขี้ฟัน) ด้วยกิจมีการล้างหน้าสีฟันเป็นต้น ใช้ผ้าต่าง ๆ ปกปิดอวัยวะ อันจะยังความละอายให้กำเริบเอาไว้ ลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้กลิ่นหอมมีสีต่าง ๆ ประดับด้วยเครื่องประดับประดาต่าง ๆ ก็ย่อมกระทำให้ถึงซึ่งอาการอันจะพึงถือเอาได้ว่า “เรา” ว่า “ของเรา”

จากนั้นไป เพราะอาศัยเครื่องแต่งตัว อันเป็นของจรมานี้ปกปิดเอาไว้ เมื่อไม่รู้อยู่ ซึ่งลักษณะแห่ง “อสุภะ” อันมีรสของตนตามความเป็นจริงอย่างนั้นของร่างกาย ชายย่อมทำความยินดีในหญิง หญิงย่อมทำความยินดีในชาย

แต่ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ชื่อว่า ฐานะที่ควรแก่ความเป็นสิ่งน่ายินดีในร่างกายนี้ แม้เพียงอณูก็หามีไม่ หากเราได้พิจารณาเห็นร่างกายของเราตามความเป็นจริงแล้ว ความ “หลง” ในกายคงจะลดน้อยถอยลง แล้วเริ่มแสวงหาสิ่งที่เป็นความงามที่แท้จริงใน “ใจ” กันเพิ่มขึ้น

จากส่วนหนึ่งของ “หนังสือวิสุทธิมรรค” ว่าด้วยเรื่อง อสุภกรรมฐาน

ที่สุดของความทุกข์

w987789456456555

แม้คนที่ปฏิบัติกิจถึงขั้นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า “ถึงที่สุดแห่งทุกข์”…..ยังไม่เรียกความสุขอยู่นั่นเอง เรียกว่า….ปฏิบัติจนจิตหลุดพ้นจากความทุกข์…..ท่านตรัสว่า “ถึงที่สุดของความทุกข์….พอถึงตรงนั้นแล้ว ทุกข์มันก็’ดับ’ไปเลย ที่สุดอยู่ตรงนั้น ไม่เรียกว่าเป็น’ความสุข’ เพราะความสุขนั้นมันเป็นของ ปรุงแต่ง ไม่มั่นคงอะไร

แต่บางครั้งต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจ จึงใช้ภาษาว่า’สุข’บ้าง เช่นตรัสว่า….’พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง’ ก็เพื่อให้ชาวบ้านที่ติด ในความสุขเข้าใจในคำว่าสุขนี้ จะได้รู้ว่านิพพานนั่นมันเป็นสุขอย่างยิ่ง

ไม่ใช่สุขอย่างธรรมดาๆที่เรามีเราเป็นอยู่สุข เพราะการได้เงิน ได้ข้าวของ ได้ลาภ ได้ยศ…อย่างนี้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นความสุข แต่นั่น มันไม่ใช่สุขชั้นยอด พระองค์ต้องการให้คนเข้าใจว่า…..

พระนิพพาน นั้นเป็นสุขชั้นยอด คือความดับทุกข์ได้…พูดอย่างนั้นก็เพื่อให้เข้าใจความหมาย อันเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ที่แท้ก็คือ….ถึงที่สุดของการดับทุกข์ นั่นเอง “ทุกข์นี้เป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่แก่คนทุกคน” แต่ว่าทุกข์มันก็มี’เหตุ’ ไม่มีเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ พระองค์จึงได้สอนเรื้องเหตุของความทุกข์

ให้เราเข้าใจต่อไป แล้วก็สอนว่า…’ทุกข์นี้ เป็นเรื่องดับได้’…แล้วสอนต่อไปอีกว่า ‘จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด’….เท่ากับสอนให้เรารู้ว่า เรามีโรค… แล้วก็สอนให้รู้ว่า โรคมันเกิดจากอะไร…แล้วก็สอนให้รู้ว่าโรคนี้มันรักษาได้…รักษาได้โดยวิธีใด… บอกไว้แจ่มแจ้งชัดเจน…ตั้งแต่เบื้องต้น..ท่ามกลาง. .ที่สุด เป็นคำสอนที่สมบูรณ์ เพื่อความดับทุกข์ดับร้อนของชาวโลกโดยแท้……. “ถ้าเรานำหลักเหล่านี้มาใช้ ในชีวิตประจำวัน เราก็จะพ้นไปได้…จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้”

ที่สุดของความทุกข์ – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ธรรมเทศนาของหลวงพ่อ – 12 ก.ค. 2536

ธาตุแท้ของสิ่งต่างๆ

dfs789995

ลองสังเกตธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเรา..แล้วเราจะพบว่า..ในธรรมชาติเหล่านั้น..ได้แฝงปรัชญาข้อคิดในการดำเนินชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี.. น้ำใส..กลายเป็นน้ำขุ่น.. เพราะมีวัตถุอื่นมากระทบ..ก่อกวน..ฉันใด เปรียบเหมือน..จิตใจของคนเรา..ที่ขุ่นมัว..เศร้าหมอง.. ก็เพราะมีกิเลสมาก่อกวน..หมักหมม..ฉันนั้น

ธาตุแท้ของน้ำ คือ..ความใสสะอาด..
แต่ธาตุแท้ในจิตใจของคน คือ..ความสงบ..

ธาตุแท้ของแฟ๊บ,สบู่ คือ..ชำระความสกปรกภายนอกร่างกาย
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..เพิ่มความสะอาดภายในจิตใจ

ธาตุแท้ของไฟ คือ..เผาไหม้เชื้อเพลิง
ธาตุแท้ของไฟกิเลส คือ..เผาไหม้จิตใจ..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..ดับกิเลสความเร่าร้อนในจิตใจ..

ธาตุแท้ของลม คือ..พัดพายุนำความเสียหายมาให้..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..พัดความชุ่มเย็นเข้ามาในชีวิต..

ธาตุแท้ของดิน คือ..ความคงทนไม่หวั่นไหว..
แต่ธาตุแท้ของจิตใจ คือ..ความไม่หวั่นไหวและมั่นคง..

ธาตุแท้ของความจน คือ.. มีไม่พอ
ธาตุแท้ของความรวย คือ..พอไม่มี
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..พอมี พอเป็น พออยู่ พอได้ และพอเพียง

ธาตุแท้ของความทุกข์ คือ.. ทุกข์มันมาก..สุขจึงน้อย..
ธาตุแท้ของความสุข คือ..ทุกข์มันน้อย..สุขจึงมาก..
แต่ธาตุแท้ของธรรมะ คือ..สุขไม่มี ทุกข์ไม่มี ปล่อยวาง..ว่างเปล่า..เบาสบาย

ดังนั้น..
ธาตุแท้ในจิตใจ..ของเรา..ก็เหมือนกัน..จะใสสะอาด..
เบาสบาย..ไม่เป็นทุกข์ได้..
ก็เพราะมีธรรมะชำระล้างจิตใจ.