เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๗๓

78945645144444

เป็นเหรียญรุ่นที่ ๒ ไม่มีชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น สร้างเป็นที่ระลึกในโอกาสฉลองศาลาการเปรียญ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถานเช่นเดียวกัน)
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๗๓ ชินราช เป็นรูปพัดเสมาคว่ำ มีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังมีเส้นขอบ ๑ เส้นถัดมาเป็นเส้นจุดไข่ปลา ๑ เส้นและเส้นขอบอีก ๒ เส้น ตรงกลางมียันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๔๖๔ ชินราช

7845246

เหรียญห้อยคอ เป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ชายชาตรีส่วนมากต้องมีไว้กับตัว จะด้วยมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตัวเอง ด้วยอำนาจพุทธคุณของเหรียญนั้นๆ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีสะสมไว้เพราะความชอบ ผู้ชายส่วนมากจะนิยมชมชอบพระเครื่อง บ้างก็ชอบเพราะความสวยงามในการออกแบบ ชอบในความเป็นของเก่าน่าสะสม หรือชอบเพราะตนเองมีความเคารพศรัทธาในพระเกจิท่านนั้นๆ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปว่าสำหรับคนที่ชอบพระเครื่องแล้ว ถึงไม่มีไว้ในครอบครองก็ขอให้ได้ชมสักครั้ง เท่านี้ก็อิ่มตาอิ่มใจกันแล้ว สำหรับเหรียญของหลวงพ่อทองนั้น ได้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะแต่นักสะสมพระเครื่องในภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นที่ติดตามเสาะหาของเซียนพระเครื่องทั่วประเทศด้วย วันนี้จึงนำพระเครื่องของหลวงพ่อทองที่เป็นเหรียญห้อยคอ ทั้งที่สร้างสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ และที่สร้างหลังจากท่านมรณภาพแล้วก็มี
เหรียญปี พ.ศ.๒๔๖๔ นี้เป็นเหรียญรุ่นแรกที่หลวงพ่อท่านสร้าง ด้วยเจตนาที่รวบรวมปัจจัยเป็นทุนทรัพย์ ในการสร้างกุฏิ(ปัจจุบันขึ้นทะเบียนโบราณสถาน)แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้กำหนดว่าต้องทำบุญเท่าไรจึงได้รับเหรียญ เรียกว่าใครมีศรัทธาเท่าไรก็ทำบุญเท่านั้น
รายละเอียดของเหรียญ ๒๔๖๔ ชินราช ไม่ชื่อวัดไม่มีชื่อหลวงพ่อไม่มีปีที่สร้างมีแต่ยันต์ด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น เป็นเหรียญรูปตาลปัดคว่ำไม่ยกขอบ (จะว่ารูปไข่ก็ไม่เชิง) ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธชินราชปางเรือนแก้ว นั่งขัดสมาธิมีกลีบบัวคว่ำ-หงายรองรับ อักษรขอม ๗ ตัววางโดยรอบขอบเหรียญอ่านจากล่างขึ้นไปเวียนขวาได้ว่า กา, นะ, อะ, เร,นะ, นะ, นะ ส่วนด้านหลังเป็นยันต์เอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพ่อ อ่านจากบนลงล่าง มิ, นะ, อุ อ่านจากซ้ายไปขวา มะ, นะ, อะ เหรียญที่สร้างไม่ทราบจำนวนแน่ชัดแต่ทราบว่าน้อยมาก มีเนื้อเงินและทองแดง

หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย จังหวัดสกลนคร

55566

 

ประวัติ หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย จังหวัดสกลนคร

พระกัมมัฏฐานที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม “หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท” วัดป่าดงหวาย ต.บ้านม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร

มีนามเดิมว่า ญาติ กุลวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2465 บ้านเกิดอยู่ ณ บ้านคำชะอี อ.คำชะอี จ.นครพนม (จังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน) ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

เรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เมื่อมารดาถึงแก่กรรมตอนอายุได้ 7 ขวบ บิดาได้แต่งงานใหม่ จึงต้องย้ายไปอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์

ช่วงอายุ 17-18 ปี ด้วยเหตุบางประการในการแจ้งชื่อในทะเบียนทหารกองเกิน ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “แฟบ” และวันเวลาเกิดผิดพลาดไปด้วย จึงต้องใช้ชื่อวันและเวลาเกิดใหม่จากนั้นเป็นต้นมา ต่อมาลูกศิษย์ลูกหาได้เรียกเพี้ยนเป็นหลวงปู่ “แฟ้บ” ไป

เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นครั้งแรก ที่วัดในหมู่บ้านเป็นฝ่ายมหานิกาย ได้รับฉายาว่า “จันทโชโต”

แต่บวชได้เพียง 2 พรรษา ได้ลาสิกขา หลังจากนั้น แต่งงานกับนางคำมา สุวรรณไตร มีบุตร-ธิดา รวมทั้งหมด 12 คน

ครั้นอายุได้ 32 ปีจึงย้ายครอบครัวมาอยู่ที่บ้านบุ่งนางเลิศ จ.ร้อยเอ็ด การดำเนินชีวิตในขณะนั้น ประพฤติตนเป็นพุทธมามกะ โดยเป็นมัคนายกของวัดในหมู่บ้านและยังเป็นหัวหน้าช่างก่อสร้างออกแบบควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงลงมือก่อสร้างกุฏิ ศาลา และกำแพงของวัดเองทั้งหมด โดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ

ขณะที่วัยเริ่มมากขึ้น ร่างกายอ่อนแอลงไปด้วย แต่ยังต้องทำนาเพื่อเลี้ยงครอบครัวอยู่ ยามว่างทุกวันพระ จะไปทำบุญรักษาศีลที่วัดตลอด

ต่อมานางคำมา ถึงแก่กรรมด้วยโรควัณโรค ทำให้ตัดสินใจขอลาบวช

เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2525 วัดอรัญญิกาวาส ต.บ้านผือ จ.อุดรธานี โดยมีพระครูอุดรคณานุศาสน์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระมหามีสุทสลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ เจ้าอธิการสมจิต เป็นพระนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุภัทโท

หลังอุปสมบท ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญิกาวาส ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย อย่างขะมักเขม้น

ท่านมีโอกาสไปฟังธรรมเทศนาจาก หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นประจำ ทำให้ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์และเข้าฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ นอกจากหลวงปู่เทสก์แล้วยังมีครูบาอาจารย์รูปอื่น ที่ได้เข้าฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม และ หลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น

กระทั่งเมื่อออกพรรษา เดินทางไปปฏิบัติภาวนาอยู่ที่ถ้ำจำปา ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นเคยภาวนา หลวงปู่แฟ้บได้เร่งภาวนาอย่างหนัก เดินจงกรมวันละไม่ต่ำกว่า 10 ชั่งโมง นั่งภาวนาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้าอยู่ 4-5 วัน จึงออกบิณฑบาตสักครั้งหนึ่ง ปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจำ จนได้สมาธิกลับคืนมา

พรรษาที่ 2-4 หลวงปู่แฟ้บ จำพรรษาอยู่ที่วัดศรีอุดม อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี การปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ก่อนเข้าพรรษาที่ 5 หลวงปู่ได้ธุดงค์มาจนถึงที่วัดป่าบ้านโพนไค ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ในขณะที่พักอยู่ ได้มีมัคนายกแนะนำให้ลองมาอยู่ที่วัดป่าดงหวายที่บ้านจาร เพราะไม่มีพระอยู่จำพรรษา เป็นเหตุให้หลวงปู่ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าดงหวายเป็นครั้งแรก

เมื่อแรกที่มาอยู่ที่วัดป่าดงหวายนั้นยังเป็นวัดร้าง ศาลาและกุฏิเก่าผุพัง หลวงปู่จึงได้จัดการพัฒนาซ่อมแซมศาลาและกุฏิใหม่ หลวงปู่อยู่ที่นี่ได้ 2 พรรษา เกิดอาพาธโรคลำไส้ ต้องกลับไปรักษาตัวอยู่ที่ อ.บ้านดุง

เมื่อหายอาพาธ หลวงปู่แฟ้บกลับมาที่วัดป่าดงหวาย และได้สร้างศาลาหลังใหม่ขึ้น โดยทุนในการก่อสร้างนี้ได้มาจากพระภิกษุซึ่งเป็นลูกหลานของชาวบ้านเป็นผู้จัดหาผ้าป่ามาถวาย

เมื่อช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 1 พ.ย.2553 หลวงปู่แฟ้บ วัดป่าดงหวาย ซึ่งอาพาธด้วยโรคปอด ความดัน และเบาหวาน เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ได้มรณภาพอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลสกลนคร สิริอายุ 88 ปี พรรษา 28

ท่ามกลางความเศร้าสลดและความอาลัยของคณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป

หลวงพ่อมาลัย อุทโย วัดบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร

780000
“หลวงพ่อมาลัย อุทโย” หรือ “พระครูอุทัยธรรมสาคร” พระเกจิชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เป็นเจ้าคณะตำบลท่าฉลอม และเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก

ปัจจุบัน สิริอายุ 73 ปี พรรษา 47 เป็นเจ้าคณะตำบลท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

มีนามเดิมว่า มาลัย แตงอ่อน เกิดวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ย.2483 ณ บ้านเลขที่ 63 หมู่ 8 ต.แสมดำ อ.บางขุนเทียน กรุงเทพฯ มีพี่น้องร่วมกัน 6 คน

ในช่วงวัยเยาว์ท่านมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา ด้วยมีจิตใจเอนเอียงเข้าวัดฟังธรรม ทำให้ได้รับการปลูกฝังให้ใกล้ชิดกับพระศาสนาไปในตัว

ครั้นเมื่ออายุ 21 ปี ได้เข้ารับราชการทหาร ได้รับตำแหน่งนายสิบกองประจำการ

ต่อมาเข้ารับพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2509 เวลา 13.00 น. ณ พัทธสีมาวัดบางกระดี่ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ มีพระเทพญาณมุนี วัดราชโอรสาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์สง่า การวิโก วัดบางกระดี่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสงวน อาสโภ วัดกำพร้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เป็นพระที่มีความมุมานะ อุตสาหะ ฝักใฝ่เรียนรู้ พรรษาแรกก็สามารถสวดบทสวดพระปาฏิโมกข์เป็นแบบภาษารามัญได้อย่างชัดเจน

กล่าวกันว่าในสมัยนั้นที่วัดบางหญ้าแพรก มีพระจำพรรษาอยู่ไม่มากนัก พื้นที่ของวัดรกร้างเต็มไปด้วยป่าโกงกาง ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2517 ตรงกับข้างขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล พระเทพสาครมุนี (หลวงปู่แก้ว) วัดสุทธิวาตวราราม (ช่องลม) มอบหมายให้เป็นเจ้าอาวาส

จากนั้นจึงเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางหญ้าแพรก มาโดยตลอด สมกับที่ชาวบ้านกล่าวขวัญยกย่องให้ท่านเป็นพระนักพัฒนาจนเป็นที่เลื่องลือ

ปีพ.ศ.2523 หลวงพ่อมาลัยเดินทางไปงานมุทิตาสักการะหลวงพ่ออุตตมะที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ครั้นเมื่อไปถึงหลวงพ่อมาลัยได้พบสิ่งแปลกประหลาดคือ มีกอไผ่ที่ไฟไม่ไหม้ มีอยู่เพียง 1 กอเท่านั้น ที่บริเวณวัดของหลวงพ่ออุตตมะ ส่วนกอไผ่กออื่นๆ ล้วนโดนไฟไหม้หมด

สิ่งนี้เองทำให้หลวงพ่อเกิดประหลาดใจ จึงได้ขอไผ่กอนั้นจากหลวงพ่ออุตตมะ และได้นำไผ่กอนั้นกลับมาที่วัดบางหญ้าแพรกเพื่อที่จะเอาเนื้อของไผ่ชนิดนี้มาบรรจุผสมเข้าเพื่อจัดสร้างวัตถุมงคลอันประกอบไปด้วยไผ่มงคลทั้ง 9 ชนิด ซึ่งเป็นที่มาของ “สมเด็จไผ่” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี

ส่วนตะกรุดตี๋ใหญ่เป็นเครื่องรางของขลังที่ได้รับกล่าวขวัญมากเช่นกัน มีที่มาคือ ในยุคที่จอมโจรชื่อดังตี๋ใหญ่เดินทางมาที่ท่าฉลอมเข้ามาขอพึ่งใบบุญจากหลวงพ่อมาลัย

สมัยนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะพูดว่า ตี๋ใหญ่เป็นผี ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะสามารถหายตัวล่องหนได้ แต่ความจริงตี๋ใหญ่มีวิชาคาถามหากำบัง

หลังจากนั้นประมาณ 3 ครั้ง ตี๋ใหญ่เข้ามาขอเครื่องรางของขลังจากหลวงพ่อมาลัย และฝากตัวเป็นศิษย์ อีกทั้งยังได้รับปากกับหลวงพ่อว่าจะกลับตัวเป็นคนดี หลวงพ่อจึงได้มอบตะกรุดผงว่านใบลาน ซึ่งเป็นตะกรุดซึ่งคลึงจากมือของหลวงพ่อมาลัย

ทำให้ตี๋ใหญ่รอดพ้นแคล้วคลาดจากการถูกจับกุมอย่างเหลือเชื่อ จนเป็นที่มาของตะกรุดที่ชาวบ้านขนานนามว่า “ตะกรุดตี๋ใหญ่”

ชาวจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงต่างเชื่อกันว่า หากให้หลวงพ่อมาลัยได้ประพรมน้ำมนต์และเป่ายันต์เกราะเพชรแล้วจะทำให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ

หลวงพ่อมาลัย มักจะปลุกเสกเดี่ยวเนื่องจากท่านได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆ มาจากครูบาอาจารย์หลายท่านด้วยกัน อาทิ หลวงปู่แก้ว หลวงพ่อสุด และอาจารย์ศิลป์ วัดบางกระดี่

นำวิชาความรู้ด้านวิทยาคมเป็นกุศโลบายสำคัญในการอบรมประชาชนทั่วไปได้ยึดหลักธรรมน้อมนำจิตใจ เข้าถึงธรรมะได้อย่างง่ายดาย

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก วัดตะโก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

85456555

พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) วัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เป็นหนึ่งพระเกจิอาจารย์แห่งกรุง เก่าเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เมืองร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ อุดมไปด้วยพระเกจิอาจารย์นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก หรือในสมณศักดิ์พระราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ เจ้าอาวาสวัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระเกจิอาจารย์แนวหน้าในยุคนี้ที่งดงามด้วยปฏิปทาศีลวัตรสัจคุณ ดำรงสมณเพศอย่างสมถะ เป็นพระนักปฏิบัติมากว่าที่จะเป็นพระธรรมกถึกทั้งเป็นพระนักพัฒนาทำความ เจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดตะโก ท่านได้สืบทอดพุทธาคมมาจาก หลวงพ่อชื่น วัดภาชี ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งสืบทอดวิชาพุทธาคมมาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ผู้เป็นพระบุรพาจารย์ที่โด่งดังเลื่องลือกิติศัพท์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสืบสายพุทธาคมโดยตรงจากหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ ที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมโดดเด่นในด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรีเป็นหนึ่ง อีกด้วย

กิติคุณชีวประวัติ ชาติภูมิ

หลวงพ่อรวย ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ (ปัจจุบัน ๒๕๕๐ หลวงพ่อรวย เจริญสิริอายุครบ ๘๖ ปี ๗๐ พรรษาร่มกาสาวพัสตร์) เป็นบุตรคนที่ ๖ ในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๘ คน (ชาย ๓ หญิง ๕) ของคุณโยมบิดา มี โยมมารดา สินลา ศรฤทธิ์ (บรรพบุรุษของสกุลศรฤทธิ์นี้ เป็นเชื้อสายชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต) ณ บ้านตะโก หมู่ที่ ๒ ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น

ชีวิตในปฐมวัยมีความเป็นอยู่เหมือนๆ กับเด็กในชนบททั่วไป คือได้ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรอันถือได้ว่าเป็นเมืองอู่ข้าว อู่น้ำมาแต่บรรพชน ทั้งช่วยเหลือเลี้ยงดูเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย มาโดยตลอด

ส่วนการศึกษาเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ได้เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นในโรงเรียนวัดตะโก เพราะเด็กๆ ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการในละแวกตำบลดอนหญ้านาง ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นครูสอนบนศาลาการเปรียญของวัด จนมีความรู้อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เทียบได้ชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน

สู่เพศพรหมจรรย์

เมื่ออายุ ๑๖ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตะโกโดยมีพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในที่ครองเพศพรหมจรรย์ ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในด้านพระคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี

อายุครบบวช ราว พ.ศ.๒๔๘๔ ก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตะโก โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อชื่น) เจ้าอาวาสวัดภาชี เจ้าคณะอำเภอภาชีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจ้อย เจ้าอาวาสวัดวิมลสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์บุญช่วย เจ้าอาวาสวัดตะโก(ในสมัยนั้น) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า “ปาสาทิโก”” ครั้นอุปสมบทแล้ว อยู่จำพรรษาที่วัดตะโกเรื่อยมาได้ศึกษาด้านคันถธุระพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จนสอบได้นักธรรมชั้นโท ใน พ.ศ.๒๔๘๕ และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ.๒๔๘๗

สืบทอดพุทธาคม

หลังจากจบนักธรรมเอกแล้ว ท่านคิดว่าเพียงพอสำหรับด้านคันถธุระแล้ว เพราะพระที่อยู่ตามชนบทบ้านนอกพอที่จะรักษาพระธรรมวินัยเพศพรหมจรรย์ให้ รุ่งเรืองและเป็นนำสอนชาวบ้านบ้านได้แล้ว ท่านก็หันมาสนใจทางด้านวิปัสสนาธุระโดยมองเห็นประโยชน์ในด้านการปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเรียนพระกรรมฐานกับครู บาอาจารย์เก่งๆ ในยุคนั้น อาทิเช่น

๑.หลวงพ่อชื่น วัดภาชี อยุธยา เชี่ยวชาญด้านวิปัสนากรรมฐานที่สืบทอดพุทธาคมมาจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ เป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้นซึ่งมีศิษย์ที่ศึกษาวิชาจากหลวงพ่อกลั่นมากมาย อาทิเช่น หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่ออั้น หลวงพ่อเภา หลวงพ่อศรี หลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อชื่น ศิษย์หลวงพ่อกลั่นที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ปัจจุบันได้มรณะภาพไปหมดแล้วซึ่งแต่ ละองค์ล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างดี

๒.หลวงพ่อแจ่ม วัดแดงเหนือ เชี่ยวชาญเวทมนต์คาถาอาคม ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาให้หลวงพ่อรวยทุกอย่าง อาศัยความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจมุ่งมั่นจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนวิชาที่เล่าเรียนปฏิบัติเข้มขลังในพลังแห่งวิทยาคมสูงส่ง

กิตติคุณ

เป็นพระเกจิที่เปี่ยมเมตตาธรรมสูง มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เชี่ยวชาญสรรพเวทวิยาคม วัตถุมงคลเข้มขลังเปี่ยมพลังพุทธคุณมากประสบการณ์ แคล้วคลาดนิรันตราย และเมตตา มหานิยม โชคลาภ เป็นหนึ่ง

พระพุทธชินราช กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

77899777455

พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปหล่อในสมัยกรุงสุโขทัย ประดิษฐาน อยู่ที่พระวิหารวัดใหญ่หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก นักโบราณคดีกำหนดตามพุทธศิลปะว่าเป็นพระพุทธรูป สมัยสุโขทัยยุคกลาง หมวดพิษณุโลก โดยนิ้วพระหัตถ์เสมอกันทั้ง 4 นิ้ว ซึ่งสร้างตามมหาบุรุษลักษณะ พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับคำยกย่อง ว่า เป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดไม่แต่พุทธศาสนิกชนเท่านั้นที่ได้ยลแล้วเกิดความปีติยินดี แม้แต่คนต่างชาติต่างศาสนาเมื่อได้มาเห็นหลวงพ่อพุทธ ชินราชก็จะมีจิตใจชื่นชม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรัสสรรเสริญความงามในพระพุทธชินราชไว้ว่า “เป็นพระพุทธรูปปฏิมากรดีล้ำเลิศ ประกอบด้วยพุทธลักษณะอันประเสริฐ มีสิริอันเทพยดาอภิบาลรักษาย่อมเป็นที่สักการบูชานับถือมาแต่โบราณ แม้พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเก่าที่ได้รับพระเดชานุภาพมโหฬารปรากฏมาในแผ่นดิน ก็นับถือทรงกระทำสักการบูชาหลายพระองค์” พระพุทธชินราชนั้นตามตำนานกล่าวว่า พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงเป็นผู้สร้างในรัชสมัยของพระองค์ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอเนกปริยายจนถึงเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุภาวะอยู่คราวหนึ่ง ได้ทรงแต่งหนังสือเรื่องไตรภูมิพระร่วง โดยทรงสอบสวนพระไตรปิฎกตามพงศาวดารเหนือ และทรงสร้างเมืองพิษณุโลก และโปรดให้ประชุมช่างปั้นพระพุทธรูปขึ้นในราวปีพ.ศ.1900 โดยพระองค์ทรงแตกฉานในพระไตรปิฎก จึงทรงให้ช่างปั้น พระพุทธชินราชให้ถูกต้องตามมหาบุรุษลักษณะ โดยทำนิ้ว พระหัตถ์ทั้ง 4 นิ้วให้เรียบเสมอกัน ซึ่งผิดกับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยยุคต้นๆ ในตำนานได้กล่าวถึงการหล่อพระพุทธชินราชว่า การหล่อทีแรกทองไม่เดินตามปกติ หาสำเร็จไม่ ต้องปั้นหุ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เทวดาต้องแปลงร่างเป็นตาปะขาวมาช่วยจึงหล่อสำเร็จสมบูรณ์แล้วจึงหล่อพระพุทธรูปในลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราชอีกสององค์คือ พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา พระพุทธชินราชในพระเครื่องก็มีอยู่หลายกรุ และหลายแบบอย่างด้วยกัน และมีสร้างสืบต่อๆ กันมาทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ต่อๆ มา พระพุทธชินราชก็เป็นพระเครื่องยุคเก่าและได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ พระพุทธชินราชที่ขุดพบที่วัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช มีทั้งแบบเนื้อชินเงิน เนื้อดินเผา และเนื้อสัมฤทธิ์ แบบพิมพ์มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก ซึ่งในแต่ละพิมพ์สามารถแบ่งเป็นพิมพ์ฐานสูงและฐานเตี้ยอีกด้วย ในส่วนของพิมพ์ฐานสูง และฐานเตี้ยนั้นก็ไม่มีอะไรมากนัก คือ พิมพ์ฐานสูงที่ใต้ฐานจะมีเนื้อเกินในการตัดกรอบยื่นยาวลงมามากกว่าพิมพ์ฐานเตี้ย ส่วนรายละเอียดพิมพ์ในส่วนอื่นๆ นั้นเหมือน กันครับ พุทธคุณนั้น เท่าที่ปรากฏเด่นทางด้านปกป้องคุ้มครองป้องกันภัย อุดมด้วยโภคทรัพย์ความเจริญก้าวหน้าครบถ้วนทุกประการครับ ในวันนี้ผมก็ได้ นำรูป พระพุทธชินราช พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) พิษณุโลก เนื้อชินเงิน มาให้ชมกันเช่นเคยครับ ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์

แนะนำบทความให้ทางเว็บเพื่อเผยแพร่ความรู้โดย พระเครื่องแท้ราคาถูก